สวัสดีคร้าบบ มาเจอกันอีกแล้ว

เจอกันทีไร มีเรื่องให้อ่านทุกที 555+

รอบนี้ผมอยากจะเอาเรื่องที่ผมรักมากที่สุดทั้ง 2 เรื่อง ซึ่งคือเรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics กับ การออกกำลังกาย มา Mix and Match กันสักหน่อย

ใครที่กำลังอยากอ่านเรื่องสบายๆ สไตล์เพื่อนเล่าให้ฟัง ผมหวังว่าบทความนี้ น่าจะ inspire อะไรบางอย่างให้กับเพื่อนๆได้นะครับ 😀

จุดเริ่มต้นของการออกกำลังกาย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสมัยอยู่มัธยมนู่น ผมเริ่มออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เพราะว่าการสอบเข้าโรงเรียนนี้ มันมีเรื่องของทดสอบร่างกายด้วย นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกกำลังกายของแอดเลย

กลับมาออกจริงจังอีกคือตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีสามมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิด เริ่มกลับมาออกแบบจริงๆจังๆด้วยการโหนบาร์ หรือที่รู้จัก(และอาจจะไม่รู้จัก😂) ในชื่อ Calisthenics หรือ Street workout อะไรทำนองนั้นนั่นแหละ

พอเรียนจบมา เริ่มทำงาน(ชีวิตจริงเริ่มแล้ว) ยังคงออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่จะหันไปเล่นเกี่ยวกับอะไรที่เป็นกีฬามากขึ้น

**ต้องแยกก่อน สำหรับตัวผมเองนั้น การออกกำลังกาย vs การเล่นกีฬา มันค่อนข้างที่จะแตกต่างกันนะ (ความเห็นส่วนตัวเด้อ~)

ชีวิตทำงานยังคงอยู่กับการเล่นกีฬาและออกกำลังกายเหมือนเดิม มาจนถึงทุกวัน (หลังจากที่เปลี่ยนที่ทำงานไปแล้ว 4 ที่ 555+ ชีวิตก็ยังคงต้องออกกำลังกายอยู่ดี) แต่ปริมาณของการเล่นกีฬาเริ่มน้อยลง เนื่องจากว่าไม่มีเพื่อน 555 เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายของผม จึง focus ไปที่การออกไปวิ่ง + การทำ Weight training เป็นส่วนใหญ่เลย

และนี่คือจุดเริ่มต้นคร่าวๆในส่วนของพาร์ทการออกกำลังกายของผม

จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า Data Analytics ในชีวิต

จำ Timeline คร่าวๆไม่ได้ว่า Data Analytics หรือว่าเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่ถ้าให้นึกไวๆ แอดคิดว่าแอดเริ่มรู้จักเรื่องนี้ตอนเรียนโปรแกรมที่ชื่อว่า R สมัยอยู่ปีสาม หรือสองนี่แหละ

จำได้ว่าอาจาร์ยที่สอนวิชานี้ เนริด์มาก ยังหนุ่มอยู่เลย 555 แค่แอดรู้สึกว่าเขียนโค้ดแล้ว run command แล้วสร้างกราฟขึ้นมาได้ ณ ตอนนั้น ก็ถือว่าเก่งแล้ว (มหัศจรรย์มากๆ)

ลองคิดดูว่าภาพเด็กที่ไม่เคยสนใจเรื่องเกี่ยวกับคอม แล้วต้องมานั่ง run code ภาษา r แล้วรันได้ (ถึงแม้จะแค่ทำตามที่อาจาร์ยสอน) ตอนนั้นมันจะเท่แค่ไหน (ภาษาใต้คือ เอิด มากตอนนั้น 🤫)

นั่นคือจุดเริ่มต้น

พอเริ่มทำงาน ก็ถูกจับไปทำงานด้าน Finance เลย เพราะจบมาโดยตรง แต่เป็น corporate finance แล้วด้วยความที่ตัวเลข + ข้อมูลมันเยอะ การที่ต้องมาทำใน google sheet หรือว่า excel มันก็อาจจะไม่เพียงพอ

รุ่นพี่ที่ทำงานด้วย (ขอบคุณพี่บิ้ก🙏🏻) ก็บอกว่าลองไปใช้ sql, python, r ดู ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

หลังจากนั้นแอดก็เริ่มลุยเองเลย เรียนๆๆๆๆ เรียนจนแบบได้เวลาลองใช้แล้วมั้ง 555 พอเอาไปลองใช้ เอ้ยชีวิตมันง่ายขึ้นจริง ไม่ต้องมานั่งคลิ๊กคลุมกดสูตรอะไรแล้ว run code ลูกเดียว

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทิ้ง google sheet กับ ms excel นะ แอดยังใช้ทำงานเหมือนเดิม เพราะว่าคนส่วนใหญ่เค้าใช้กัน(ทำความเข้าใจไว้ก่อนเลยว่า ไม่ใช่ทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองไปใช้เครื่องมือที่ตัวเองไม่คุ้นเคย 😂)

เอาเรื่อง Data มาผสมกับการออกกำลังกายของตัวเอง

แอดมือลั่นไปเลือกลงการแข่ง Spartan ที่เชียงใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงสิ้นเดือนกันยานี้! (27 กันยายน 2568) และแอดดันไปเลือกรุ่นที่แบบ Top tier เลย 555

เรามันเป็นคนไม่ยอมคนอยู่แล้วน่ะ

เพราะฉะนั้นการซ้อมของแอดจึงเข้มข้นมากๆ ตั้งแต่วันที่เริ่มลงทะเบียนสมัคร (คือมันซ้อมเล่นๆไม่ได้จริงๆ) แค่ค่าสมัครก็ปาเข้าไปแล้วเกือบ 3,500 บาท เกิ้นนนนนนนน (ผมเนี่ย เกิ้นนนนนนน)

เพราะนี่คือการแข่งทั้งความอึดของร่างกายจากการวิ่ง 21K และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกับฐานต่างๆอีก 30 ฐาน

ใครอยากมา Join ตอนนี้ยังซ้อมทันนะคร้าบบบ +

เจอกัน! 555

เข้าเรื่อง Data สักที!

ผมเริ่มทำ File 1 ไฟล์ขึ้นมาสำหรับการเก็บข้อมูลของผมทุกอย่างทุกครั้งที่มีการซ้อม (จะซ้อมได้นี่ต้องมีตารางด้วย) ไม่ว่าจะเป็น

อันนี้เป็นในส่วนของการซ้อมวิ่ง 21K นะครับ

  • วันที่ซ้อม
  • สภาพอากาศวันนั้น
  • อุณหภูมิ
  • เส้นทางที่ซ้อม
  • อาหารที่กินเมื่อวานตอนเย็น
  • อาหารที่กินก่อนไปออก 30 นาที
  • ระยะทาง
  • อัตราการเต้นหัวใจโดยเฉลี่ย
  • pace
  • ความชัน
  • ระยะเวลาที่ใช้ไป

คร่าวๆประมานนี้เลย สำหรับการฝึกซ้อมในส่วนของ Endurance เพื่อให้เข้าถึง 21K ได้อย่างไม่ต้องร่วงไประหว่างทาง 😂

มาดูในส่วนของ Weight training กันบ้างดีกว่า

แอดมีทั้งการออกกำลังกายด้วย Body weight และ Free Weight

แอดจะรวมไว้กับไฟล์ Sheet ข้างบนเลยเพียงแต่ว่าแยกออกมาเป็นอีก tab 1 เพราะโครงสร้างของข้อมูลค่อนข้างที่จะมีความแตกต่างกันพอสมควร มาลองดูกันว่าแอดเก็บอะไรบ้าง

  • วันที่ออกกำลัง
  • ประเภท (Free weight หรือ Body weight)
  • ท่าที่ออก
  • น้ำหนัก
  • จำนวนครั้งที่ยกหรือเล่น
  • จำนวนยก (เซต)
  • อาการหลังยก
  • อาหารก่อนมาออกกำลัง

คร่าวๆจะเป็นประมานนี้ สำหรับการเก็บข้อมูลในส่วนของการออกกำลังกายทั้งในส่วนของ Endurance และความแข็งแรงของร่างกาย

เก็บไปแล้วเอาไปทำอะไรต่อ

หลังจากที่ผมได้เก็บข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว อย่างแรกเลยที่ต้องทำเลยก็คือต้องทำการเช็คก่อนว่า ข้อมูลที่เราสะสมมา หรือว่า input เข้าไปนั้น ถูกต้องตาม format ที่เราอยากได้หรือไม่ ?

  • ตัวเลขเป็นตัวเลขไหม
  • สถานที่ หน่วยต่างๆที่ใช้เก็บข้อมูล ถูกต้องหรือไม่

เพราะไม่งั้น เราต้องทำการ clean data ด้วยตัวเอง ซึ่งผมบอกเลยว่า ถ้าเกิดว่าต้นน้ำมันถูกต้อง ปลายน้ำก็แทบไม่ต้องทำอะไรแล้ว 🤣 สบายๆเลย

เพราะฉะนั้น จะเก็บข้อมูลแบบนี้ได้ ต้องมั่นใจว่าข้อมูลเราถูกต้องตาม format ที่เราอยากได้ด้วยนะคร้าบบบ~

วิเคราะห์ performance ของตัวเองกันสักหน่อย

อยากจะบอกว่าช่วงนี้แอดห่างหายจากการซ้อมไปเยอะมาก หลังจากที่ต้องเดินทาง 555 เมื่อวาน(19 May 2025) แอดลองกลับไปซ้อมวิ่ง อะเฮื้อกกกกก 5K ก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แม่เจ้าาาาา 🫨

และบวกกับอีกอย่าง แอดไม่ค่อยซ้อมวิ่งตอนเย็นเลย ปกติไปเช้าตลอด 5555 ลองไปซ้อมตอนเย็น ได้คำตอบให้กับตัวเองเลยว่ามันบ่ได้

หลังจากได้ข้อมูลมา แอดจะเอาข้อมูลทั้งหมดมายำรวมกันครับ เพราะว่าอยากเห็นความสัมพันธ์ของหลายๆตัวแปร บางครั้งอาจจะดูว่าอาหารมีผลต่อเวลาที่ใช้ในการวิ่งหรือไม่ (กรณีที่ซ้อมวิ่ง) เราวิ่งได้นานขึ้น หรืออารมณ์เราหลังจากวิ่งเป็นยังไง อะไรทำนองนั้น

“เราจะวัดผลไม่ได้ ถ้าเราไม่เห็นมัน”

ประโยคทองที่แอดชอบมาก แอดเลยอยากจะวัดผลกับทุกๆอย่างในชีวิต 555+

(แนะนำทุกคนว่าทำแค่บางเรื่องก็พอ! ไม่งั้นชีวิตจะเครียดเกิ้น)

Make an improvement from result

หลังจากที่เราเห็นแล้วว่าตัวเลขแต่ละตัวบอกถึงอะไรในร่างกายของเรา แต่ไปก็จะเป็นขั้นตอนที่บอกว่ายากก็ยาก จะบอกว่ามันง่ายก็ง่ายนะ

คือ “การลงมือทำ”

หลังจากที่ได้เห็นตัวเลขแล้วว่า ที่ pace ขนาดนี้ ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จของเรา คือเหนื่อยมากๆ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถวิ่งได้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อไปซะก่อน

เราอาจจะต้องปรับความเร็วลงมาสักหน่อย(คือต้องวิ่งให้ช้าลงว่างั้น 🫨) เพื่อที่จะสามารถทำให้ร่างกายของเราไม่เหนื่อยกับการวิ่งที่ทำมากจนเกินไป

coming up with a new plan or same plan

มันมีอยู่ 2 อย่าง เวลาที่เราเห็นว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติ

  1. ทำต่อไป
  2. เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ใช่แล้วครับ ง่ายมาก simple สุดๆ

บางทีเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาอยู่ บางครั้งเราก็อยากที่จะเพิกเฉยมันอยู่นะ และก็สุดท้าย เราก็จะลงเอยที่ผลลัพธ์เดิมๆ …

เอ้ะ มันแปลกๆ (แต่เชื่อแอดเถ้อะ 100 ทั้ง 100 ของพวกเราทุกคนเป็นแบบนี้หมดเลย 555+ เพราะมันเหนื่อยอ่ะ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร)

เรื่องการวิ่งของแอด อิดวิ่งเยอะมากช่วงก่อน จนเล็กนิ้วชี้ที่เท้า หลุดไปทั้ง 2 ข้าง 5555 จะบ้าตาย 💀

เลยคิดว่าอาจจะต้องปรับแผนหน่อย ไม่งั้น ไม่ซ้อมยาวๆจนถึงแข่งแน่นอน แข่งยังไงก็ไม่รอด หรือถ้ารอดก็คือตายหยังเขียด

(ช่วงนี้แอดเลยปรับการวิ่งให้ลดลงมา แต่ว่าเน้นความสม่ำเสมอมากขึ้น เช่น 5K ทุกวัน ถ้าอยากซ้อม 10K ก็อาทิตย์ละครั้ง อยากลุยก็ลุย ปล่อยหย่อนๆบ้าง อะไรแบบนี้)

เน้นความยั่งยืน~

สรุป

จริงๆเราสามารถเอาเรื่อง Data Analytics ไปผสมกับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องออกกำลังกาย อย่างการคุมอาหารก็ทำได้ อย่างการ track เรื่องชั่วโมงการนอน เราก็สามารถทำได้

แค่เราจะทำหรือเปล่า แค่นั้นเลย

หวังว่าบทความนี้จะ inprire อะไรสักอย่างในใจทำให้คนที่อ่านเห็นความสำคัญของข้อมูลรอบตัวของเรามากขึ้นนะครับ !

ปล.ว่าแล้วเย็นนี้ไปวิ่งสัก 5K ละกานน


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

👨🏻‍💻 If outside is hot, Stay in and learn!

🎉 Type "Apr20" before purchasing!

get 20% off !

(Fastlane, Marvel, Big Bang, Rizz D-Sci, FODE)

April Only !