Back to: Fundamental Of Learning – เรียน “วิธีเรียน”
สลับโหมดยังไงให้ไอเดียใหม่โผล่มา
ตอนที่แล้วเรารู้จักสองโหมดคิดกันแล้ว ตอนนี้มาดูกันว่าจะ “สั่ง” ให้สมองสลับโหมดตามที่เราต้องการได้ยังไง แทนที่จะรอให้ไอเดียโผล่มาเองแบบสุ่มๆ
เมื่อวานถ้าใครลองทำแบบฝึกหัดท้ายตอนที่แล้ว น่าจะเริ่มเห็นแล้วว่าสมองมันสลับโหมดได้จริงๆ ทีนี้คำถามคือ เราจะควบคุมจังหวะนี้เองได้ไหม ไม่ต้องรอให้บังเอิญเกิดขึ้น
คำตอบคือได้ครับ แค่ต้องรู้ว่าอะไรกระตุ้นโหมดไหลอิสระได้จริง กับอะไรที่แค่ดูเหมือนพัก แต่จริงๆ ไม่ใช่
ทำไมยิ่งฝืนคิดต่อ ยิ่งไปได้ช้าลง
เวลาตันกับโจทย์ยากๆ ปฏิกิริยาแรกของหลายคนคือ “เค้นสมอง” ต่อไปเรื่อยๆ นั่งจ้องหน้ากระดาษนานขึ้น แต่พฤติกรรมนี้กลับมักให้ผลตรงข้าม เพราะสมองที่อยู่ในโหมดโฟกัสนานเกินไปจะเริ่มวนอยู่กับ เส้นทางความคิดเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกตเดิมที่เคยเดินมาแล้วหลายรอบ ไม่มีทางออกใหม่ให้เห็น
สิ่งที่ต้องการจริงๆ ในจังหวะนั้น ไม่ใช่ความพยายามที่มากขึ้น แต่คือการ ปล่อยให้สมองออกจากเส้นทางเดิม ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้โหมดไหลอิสระเข้ามาเชื่อมโยงมุมที่ไม่เคยลองมาก่อน
กิจกรรมไหนกระตุ้นโหมดไหลอิสระได้จริง
ไม่ใช่ “การพัก” ทุกแบบจะกระตุ้นโหมดไหลอิสระเหมือนกัน หัวใจสำคัญคือกิจกรรมนั้นต้อง ใช้ร่างกายได้ แต่ไม่เรียกร้องสมาธิจากสมองมากนัก เพื่อเปิดที่ว่างให้ความคิดล่องลอยได้อย่างอิสระ
- เดินเล่น: โดยเฉพาะเส้นทางที่คุ้นเคย ไม่ต้องคอยระวังทาง สมองจึงว่างพอที่จะล่องลอย
- ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง ปั่นจักรยานที่ไม่ต้องใช้สมาธิสูง
- อาบน้ำ: กิจกรรมซ้ำๆ ที่ร่างกายทำได้เองโดยแทบไม่ต้องคิด
- งานบ้านเบาๆ: ล้างจาน พับผ้า รดน้ำต้นไม้ เป็นกิจวัตรที่มือทำได้โดยหัวไม่ต้องจดจ่อ
- การนอน: ทรงพลังที่สุด แต่ใช้เวลานาน เราจะพูดถึงเรื่องนี้ละเอียดในตอน 1.5
แล้วทำไมเล่นมือถือถึงไม่นับ
ข้อความ วิดีโอสั้น หรือโซเชียลมีเดีย แม้จะรู้สึกเหมือนได้พัก แต่จริงๆ แล้วยังคงเรียกร้องความสนใจ จากสมองอยู่ตลอดเวลา แต่ละภาพหรือคลิปใหม่คือข้อมูลใหม่ที่ต้องประมวลผล สมองจึงยังคงถูกดึงกลับเข้าสู่ โหมดโฟกัสแบบสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีช่วงว่างพอให้โหมดไหลอิสระได้ทำงานอย่างแท้จริง
ลองคิดดูสักครู่
เวลา “พัก” จากการเรียน คุณมักทำอะไร? ลองแยกดูว่ากิจกรรมนั้นเข้าข่าย “กระตุ้นโหมดไหลอิสระ” จริงๆ หรือแค่เป็นการเปลี่ยนสิ่งที่โฟกัสไปอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น
จังหวะเวลาที่พอเหมาะสำหรับสลับโหมด
ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องโฟกัสกี่นาทีแล้วพักกี่นาที แต่มีหลักคร่าวๆ ที่ใช้ได้ผลกับคนส่วนใหญ่ คือ โฟกัสอย่างจริงจังกับเรื่องหนึ่งประมาณ 20-45 นาที แล้วตามด้วยช่วงพักแบบกระตุ้นโหมดไหลอิสระ 5-15 นาที ก่อนกลับมาโฟกัสรอบใหม่ ในตอนที่ 1.4 เราจะแนะนำเทคนิคจับเวลาที่ใช้หลักการนี้แบบเป็นระบบ มากขึ้น แต่ตอนนี้ขอให้ลองจับจังหวะคร่าวๆ ด้วยตัวเองก่อน
0:00-0:30 — นั่งโฟกัสอ่านเนื้อหาบทใหม่อย่างตั้งใจ ปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง
0:30-0:40 — ลุกไปเดินยืดเส้นยืดสาย หรือรินน้ำมาดื่มแบบไม่รีบ ไม่แตะมือถือ
0:40-1:00 — กลับมาโฟกัสต่อ ลองสรุปสิ่งที่อ่านด้วยคำพูดตัวเอง
เคล็ดลับ: “ป้อนโจทย์” ก่อนออกไปพัก
ก่อนลุกไปเดินเล่นหรืออาบน้ำ ให้อ่านทวนโจทย์หรือประเด็นที่ยังตันอยู่สักรอบสั้นๆ เหมือนการฝากโจทย์ไว้กับสมองส่วนที่ทำงานเบื้องหลัง วิธีนี้จะเพิ่มโอกาสให้โหมดไหลอิสระ หยิบเรื่องนั้นมาประมวลผลระหว่างที่เราไม่ได้ตั้งใจคิดถึงมันเลย
สรุปจำง่ายๆ
ฝืนโฟกัสนานเกินไป = วนในทางเดิม · กิจกรรมที่ใช้ร่างกายแต่ไม่ใช้สมาธิสูง = ประตูสู่โหมดไหลอิสระ · มือถือ/โซเชียล = ไม่ใช่การพักที่แท้จริง · ป้อนโจทย์ก่อนพักเสมอ เพื่อให้สมองมีวัตถุดิบไปประมวลผลต่อ
สรุปท้ายตอน
- การฝืนโฟกัสนานเกินไปมักทำให้ความคิดวนอยู่ในเส้นทางเดิม ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ตันอยู่
- กิจกรรมที่กระตุ้นโหมดไหลอิสระได้ดีคือกิจกรรมที่ใช้ร่างกายแต่ไม่เรียกร้องสมาธิสูง เช่น เดินเล่น อาบน้ำ ล้างจาน
- มือถือและโซเชียลมีเดียไม่ใช่การพักที่แท้จริง เพราะยังคงดึงสมองกลับเข้าโหมดโฟกัสซ้ำๆ
- จังหวะที่พอเหมาะคือโฟกัส 20-45 นาที สลับพัก 5-15 นาที
- การอ่านทวนโจทย์สั้นๆ ก่อนไปพัก ช่วยให้โหมดไหลอิสระมีวัตถุดิบไปประมวลผลต่อ
ทดลองตารางสลับโหมดของตัวเอง
ลองใช้จังหวะสลับโหมดกับงานจริงของคุณวันนี้ แล้วเทียบกับวิธีเรียนแบบเดิมที่เคยทำ
-
1
เลือกงานที่ต้องใช้ความคิด แล้วโฟกัสเต็มที่ 25-30 นาที ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด
-
2
ก่อนลุกไปพัก อ่านทวนประเด็นที่ยังไม่แน่ใจสัก 1 นาที แล้วเลือกกิจกรรมพักที่ใช้ร่างกาย ไม่ใช้มือถือ ทำ 10 นาที
-
3
กลับมาโฟกัสต่ออีก 20-25 นาที แล้วจดบันทึกว่ารอบนี้ต่างจากที่เคยเรียนแบบนั่งยาวๆ ไม่พักอย่างไร
ถ้าลองแล้วรู้สึกว่ายังไม่ต่างจากเดิมมาก ไม่ต้องกังวลครับ การสังเกตจังหวะของตัวเองต้องใช้เวลา ลองทำซ้ำอีกสัก 2-3 ครั้งในสัปดาห์นี้ก่อนสรุปผล