Back to: Analytics Marvel – เจาะลึกขั้นกว่ากับเรื่อง Data Analytics
ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล
ในบทที่แล้วผมแตะเรื่อง 4 ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูลไปแบบผ่านๆ บทนี้เราจะลงลึกแต่ละแบบ จริงจัง พร้อมตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะการรู้ว่า “ตอนนี้กำลังวิเคราะห์แบบไหนอยู่” คือทักษะที่แยก Data Analyst มือใหม่กับมือโปรออกจากกันชัดเจนที่สุดครับ
01 ทบทวนภาพรวม: ยิ่งลึกยิ่งยาก แต่ยิ่งมีค่า
การวิเคราะห์ทั้ง 4 แบบเรียงลำดับความซับซ้อนจากน้อยไปมาก และให้คุณค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Descriptive บอกแค่ “เกิดอะไรขึ้น” Diagnostic อธิบาย “ทำไม” Predictive ทำนาย “จะเกิดอะไรต่อ” และ Prescriptive แนะนำ “ควรทำอะไร” — งาน Data Analyst ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงจะวนอยู่ที่ 2 แบบแรกเป็นหลัก ส่วน 2 แบบหลังมักต้องอาศัยเครื่องมือและทักษะขั้นสูงขึ้น
02 Descriptive Analytics — สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เป็นจุดเริ่มต้นของงานวิเคราะห์แทบทุกชิ้น ใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ผลรวม ค่าเฉลี่ย จำนวนนับ เพื่อสรุปข้อมูลก้อนใหญ่ให้เข้าใจง่าย เช่น “ยอดขายเดือนนี้ 3.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากเดือนก่อน” หรือ “ลูกค้าใหม่เดือนนี้ 450 คน” — ฟังดูธรรมดา แต่คือฐานรากที่ทุกการวิเคราะห์ขั้นสูงต้องพึ่งพา
ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน ส่วนใหญ่ทำได้ใน Excel หรือ Query สั้นๆ
เช่น สรุป KPI รายสัปดาห์ให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมเร็วๆ
03 Diagnostic Analytics — เจาะลึกหาสาเหตุ
เมื่อเห็นตัวเลขจาก Descriptive แล้วเกิดคำถามต่อว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้” นี่คือจุดที่ Diagnostic Analytics เข้ามาทำงาน เช่น เห็นว่ายอดขายสาขา A ตก 20% แล้วขุดลึกลงไปว่าเป็นเพราะสินค้าตัวไหน หมดสต๊อก หรือช่วงเวลาไหนที่ลูกค้าหายไป โดยใช้เทคนิคอย่างการแบ่งกลุ่มข้อมูล (Segmentation) การหาความสัมพันธ์ (Correlation) และการเปรียบเทียบช่วงเวลา (Time Comparison)
ขั้นตอนนี้ต้องอาศัย SQL ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การ JOIN หลายตารางเพื่อหาปัจจัยร่วม หรือการทำ Pivot ข้อมูลหลายมิติพร้อมกัน — เป็นทักษะที่คอร์สนี้จะฝึกหนักในช่วง Part 5 (SQL) และ Part 4 (สถิติ) ต่อจากนี้
04 Predictive Analytics — ทำนายสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
ใช้ข้อมูลในอดีตมาสร้างแบบจำลองเพื่อคาดการณ์อนาคต เช่น คาดการณ์ยอดขายเดือนหน้าจากแนวโน้ม 3 ปีย้อนหลัง หรือทำนายว่าลูกค้าคนไหนมีแนวโน้มจะเลิกใช้บริการ (Churn Prediction) เทคนิคที่ใช้มีตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น Regression และ Time Series Forecasting ไปจนถึงระดับที่ใช้ Machine Learning ซึ่งมักเป็นงานของ Data Scientist มากกว่า
05 Prescriptive Analytics — แนะนำว่าควรทำอะไรต่อ
เป็นระดับที่ซับซ้อนและให้คุณค่าสูงที่สุด เพราะไม่ได้แค่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่แนะนำทางเลือกที่ ดีที่สุดให้ด้วย เช่น ระบบแนะนำว่า “ควรสั่งสต๊อกสินค้า A เพิ่ม 200 ชิ้นในอีก 2 สัปดาห์” หรือ “ควรปรับราคาสินค้า B ลง 5% เพื่อเพิ่มยอดขายสุทธิสูงสุด” มักต้องอาศัยโมเดลที่ซับซ้อน ร่วมกับกฎทางธุรกิจ (Business Rules) และบางครั้งใช้ Optimization Algorithm ร่วมด้วย
06 ตารางสรุป: ความซับซ้อน vs คุณค่าทางธุรกิจ
| ประเภท | ความซับซ้อน | คุณค่าทางธุรกิจ | Data Analyst ทำเองได้ไหม |
|---|---|---|---|
| Descriptive | ต่ำ | พื้นฐาน (จำเป็นเสมอ) | ✅ ทำเองได้เต็มที่ |
| Diagnostic | ปานกลาง | สูง | ✅ ทำเองได้เต็มที่ |
| Predictive | ปานกลาง-สูง | สูงมาก | 🟡 ทำได้ในระดับพื้นฐาน |
| Prescriptive | สูงสุด | สูงสุด | 🟡 มักทำงานร่วมกับ Data Scientist |
07 เคสตัวอย่าง: ร้านกาแฟที่ใช้ทั้ง 4 แบบต่อเนื่องกัน
Descriptive: ยอดขายเดือนนี้ตก 15%
เจ้าของร้านเห็นตัวเลขยอดขายรายเดือนจาก POS แล้วสังเกตว่าตกลงจากเดือนก่อน
Diagnostic: ตกเฉพาะช่วงบ่าย 14:00-16:00
ขุดลึกลงไปพบว่ายอดขายตกกระจุกอยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งตรงกับที่พนักงานกะบ่ายลาออก
Predictive: ถ้าไม่แก้ไข เดือนหน้าจะตกต่อเนื่องอีก 10%
ใช้แนวโน้มจากข้อมูลย้อนหลังประเมินว่าถ้าไม่มีพนักงานทดแทน จะยิ่งแย่ลง
Prescriptive: ควรรับพนักงานใหม่ภายใน 1 สัปดาห์
ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและลงมือทำได้ทันที ปิดวงจรจาก “ตัวเลข” ไปสู่ “การตัดสินใจ”
08 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกใช้ประเภทการวิเคราะห์
กระโดดไป Predictive ทั้งที่ Descriptive ยังไม่แน่น
ถ้าข้อมูลพื้นฐานยังไม่สะอาดหรือยังไม่เข้าใจภาพรวม การพยายามทำนายอนาคตจะยิ่งผิดพลาดหนักกว่าเดิม
หยุดแค่ Descriptive แล้วคิดว่าจบงานแล้ว
รายงานตัวเลขอย่างเดียวโดยไม่ขุดหาสาเหตุ ทำให้ธุรกิจรู้ปัญหาแต่ไม่รู้ทางแก้
เข้าใจผิดว่า Prescriptive ต้องใช้ AI เสมอ
บางครั้งกฎทางธุรกิจง่ายๆ ร่วมกับ Diagnostic ที่ดีก็ให้คำแนะนำที่ใช้ได้จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป
09 เช็คลิสต์: จะรู้ได้ยังไงว่าควรใช้แบบไหน
เริ่มจากคำถามที่ผู้ถามต้องการจริงๆ
ถ้าผู้บริหารถามแค่ “ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง” อย่าเพิ่งไปสร้างโมเดลทำนายให้ซับซ้อนเกินจำเป็น
ไล่จาก Descriptive → Diagnostic ก่อนเสมอ
แม้เป้าหมายสุดท้ายคือ Prescriptive ก็ควรวางรากฐาน 2 ขั้นแรกให้แน่นก่อนเสมอ
ประเมินเวลาและข้อมูลที่มีจริง
Predictive/Prescriptive ต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังจำนวนมากพอ ถ้าข้อมูลน้อยเกินไปผลลัพธ์จะไม่น่าเชื่อถือ
10 กรอบตัดสินใจเร็ว: เวลาจำกัดควรเลือกวิเคราะห์แบบไหนก่อน
ในงานจริง Data Analyst แทบไม่เคยมีเวลาไม่จำกัดในการวิเคราะห์ทุกอย่างให้ลึกที่สุด หลักการง่ายๆ ที่ใช้ได้คือ ถ้าเป็นคำถามด่วนหรือยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังมากพอ ให้ทำ Descriptive ให้แม่นก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ เพราะเป็นฐานที่ทุกอย่างต้องพึ่งพา จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือค่อยขยับไป Diagnostic เพื่อหาสาเหตุ ส่วน Predictive และ Prescriptive ควรทำเมื่อคำถามนั้นมีความสำคัญสูง พอที่จะคุ้มกับเวลาที่ต้องลงทุนเพิ่ม ไม่ใช่ทำทุกครั้งเป็นมาตรฐาน
ใช้เคส “ร้านกาแฟ” ในบทนี้เป็นแม่แบบ แล้วลองแต่งเคสของตัวเอง (จากงาน ธุรกิจ หรือสิ่งที่คุ้นเคย) ให้ครบทั้ง 4 ขั้น:
- Descriptive: สังเกตเห็นตัวเลขอะไร
- Diagnostic: ขุดลึกแล้วพบสาเหตุอะไร
- Predictive + Prescriptive: ถ้าไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้น และควรทำอะไรต่อ
แนะนำให้ลองเขียนเคสของคุณลงสมุดด้วยปากกาครับ การเรียบเรียงด้วยมือ จะช่วยให้เห็นช่องโหว่ของเหตุผลได้ชัดกว่าการพิมพ์