1
ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล — Analytics Marvel
Progress
0%
Analytics Marvel
บทที่ 2 · แนะนำภาพรวมของ Data Analytics · ตอนที่ 3 / 6

ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล

ในบทที่แล้วผมแตะเรื่อง 4 ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูลไปแบบผ่านๆ บทนี้เราจะลงลึกแต่ละแบบ จริงจัง พร้อมตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะการรู้ว่า “ตอนนี้กำลังวิเคราะห์แบบไหนอยู่” คือทักษะที่แยก Data Analyst มือใหม่กับมือโปรออกจากกันชัดเจนที่สุดครับ

01 ทบทวนภาพรวม: ยิ่งลึกยิ่งยาก แต่ยิ่งมีค่า

การวิเคราะห์ทั้ง 4 แบบเรียงลำดับความซับซ้อนจากน้อยไปมาก และให้คุณค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Descriptive บอกแค่ “เกิดอะไรขึ้น” Diagnostic อธิบาย “ทำไม” Predictive ทำนาย “จะเกิดอะไรต่อ” และ Prescriptive แนะนำ “ควรทำอะไร” — งาน Data Analyst ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงจะวนอยู่ที่ 2 แบบแรกเป็นหลัก ส่วน 2 แบบหลังมักต้องอาศัยเครื่องมือและทักษะขั้นสูงขึ้น

02 Descriptive Analytics — สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

เป็นจุดเริ่มต้นของงานวิเคราะห์แทบทุกชิ้น ใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ผลรวม ค่าเฉลี่ย จำนวนนับ เพื่อสรุปข้อมูลก้อนใหญ่ให้เข้าใจง่าย เช่น “ยอดขายเดือนนี้ 3.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากเดือนก่อน” หรือ “ลูกค้าใหม่เดือนนี้ 450 คน” — ฟังดูธรรมดา แต่คือฐานรากที่ทุกการวิเคราะห์ขั้นสูงต้องพึ่งพา

เครื่องมือ
Excel, SQL (SUM/COUNT/AVG), Pivot Table

ไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน ส่วนใหญ่ทำได้ใน Excel หรือ Query สั้นๆ

ใช้เมื่อ
ต้องการรายงานประจำ (Weekly/Monthly Report)

เช่น สรุป KPI รายสัปดาห์ให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมเร็วๆ

03 Diagnostic Analytics — เจาะลึกหาสาเหตุ

เมื่อเห็นตัวเลขจาก Descriptive แล้วเกิดคำถามต่อว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้” นี่คือจุดที่ Diagnostic Analytics เข้ามาทำงาน เช่น เห็นว่ายอดขายสาขา A ตก 20% แล้วขุดลึกลงไปว่าเป็นเพราะสินค้าตัวไหน หมดสต๊อก หรือช่วงเวลาไหนที่ลูกค้าหายไป โดยใช้เทคนิคอย่างการแบ่งกลุ่มข้อมูล (Segmentation) การหาความสัมพันธ์ (Correlation) และการเปรียบเทียบช่วงเวลา (Time Comparison)

ขั้นตอนนี้ต้องอาศัย SQL ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การ JOIN หลายตารางเพื่อหาปัจจัยร่วม หรือการทำ Pivot ข้อมูลหลายมิติพร้อมกัน — เป็นทักษะที่คอร์สนี้จะฝึกหนักในช่วง Part 5 (SQL) และ Part 4 (สถิติ) ต่อจากนี้

04 Predictive Analytics — ทำนายสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

ใช้ข้อมูลในอดีตมาสร้างแบบจำลองเพื่อคาดการณ์อนาคต เช่น คาดการณ์ยอดขายเดือนหน้าจากแนวโน้ม 3 ปีย้อนหลัง หรือทำนายว่าลูกค้าคนไหนมีแนวโน้มจะเลิกใช้บริการ (Churn Prediction) เทคนิคที่ใช้มีตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น Regression และ Time Series Forecasting ไปจนถึงระดับที่ใช้ Machine Learning ซึ่งมักเป็นงานของ Data Scientist มากกว่า

Data Analyst ระดับกลาง-สูงมักทำ Predictive Analytics แบบพื้นฐานได้เอง เช่น การทำ Linear Regression ง่ายๆ ใน Excel หรือ Python ซึ่งคอร์สนี้จะสอนใน Part 8 (การวิเคราะห์เชิงลึก) โดยไม่จำเป็นต้องเป็น Data Scientist เต็มตัวก็ทำได้

05 Prescriptive Analytics — แนะนำว่าควรทำอะไรต่อ

เป็นระดับที่ซับซ้อนและให้คุณค่าสูงที่สุด เพราะไม่ได้แค่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่แนะนำทางเลือกที่ ดีที่สุดให้ด้วย เช่น ระบบแนะนำว่า “ควรสั่งสต๊อกสินค้า A เพิ่ม 200 ชิ้นในอีก 2 สัปดาห์” หรือ “ควรปรับราคาสินค้า B ลง 5% เพื่อเพิ่มยอดขายสุทธิสูงสุด” มักต้องอาศัยโมเดลที่ซับซ้อน ร่วมกับกฎทางธุรกิจ (Business Rules) และบางครั้งใช้ Optimization Algorithm ร่วมด้วย

06 ตารางสรุป: ความซับซ้อน vs คุณค่าทางธุรกิจ

ประเภทความซับซ้อนคุณค่าทางธุรกิจData Analyst ทำเองได้ไหม
Descriptiveต่ำพื้นฐาน (จำเป็นเสมอ)✅ ทำเองได้เต็มที่
Diagnosticปานกลางสูง✅ ทำเองได้เต็มที่
Predictiveปานกลาง-สูงสูงมาก🟡 ทำได้ในระดับพื้นฐาน
Prescriptiveสูงสุดสูงสุด🟡 มักทำงานร่วมกับ Data Scientist

07 เคสตัวอย่าง: ร้านกาแฟที่ใช้ทั้ง 4 แบบต่อเนื่องกัน

D

Descriptive: ยอดขายเดือนนี้ตก 15%

เจ้าของร้านเห็นตัวเลขยอดขายรายเดือนจาก POS แล้วสังเกตว่าตกลงจากเดือนก่อน

D

Diagnostic: ตกเฉพาะช่วงบ่าย 14:00-16:00

ขุดลึกลงไปพบว่ายอดขายตกกระจุกอยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งตรงกับที่พนักงานกะบ่ายลาออก

P

Predictive: ถ้าไม่แก้ไข เดือนหน้าจะตกต่อเนื่องอีก 10%

ใช้แนวโน้มจากข้อมูลย้อนหลังประเมินว่าถ้าไม่มีพนักงานทดแทน จะยิ่งแย่ลง

P

Prescriptive: ควรรับพนักงานใหม่ภายใน 1 สัปดาห์

ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและลงมือทำได้ทันที ปิดวงจรจาก “ตัวเลข” ไปสู่ “การตัดสินใจ”

08 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกใช้ประเภทการวิเคราะห์

⚠️

กระโดดไป Predictive ทั้งที่ Descriptive ยังไม่แน่น

ถ้าข้อมูลพื้นฐานยังไม่สะอาดหรือยังไม่เข้าใจภาพรวม การพยายามทำนายอนาคตจะยิ่งผิดพลาดหนักกว่าเดิม

⚠️

หยุดแค่ Descriptive แล้วคิดว่าจบงานแล้ว

รายงานตัวเลขอย่างเดียวโดยไม่ขุดหาสาเหตุ ทำให้ธุรกิจรู้ปัญหาแต่ไม่รู้ทางแก้

⚠️

เข้าใจผิดว่า Prescriptive ต้องใช้ AI เสมอ

บางครั้งกฎทางธุรกิจง่ายๆ ร่วมกับ Diagnostic ที่ดีก็ให้คำแนะนำที่ใช้ได้จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป

09 เช็คลิสต์: จะรู้ได้ยังไงว่าควรใช้แบบไหน

1️⃣

เริ่มจากคำถามที่ผู้ถามต้องการจริงๆ

ถ้าผู้บริหารถามแค่ “ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง” อย่าเพิ่งไปสร้างโมเดลทำนายให้ซับซ้อนเกินจำเป็น

2️⃣

ไล่จาก Descriptive → Diagnostic ก่อนเสมอ

แม้เป้าหมายสุดท้ายคือ Prescriptive ก็ควรวางรากฐาน 2 ขั้นแรกให้แน่นก่อนเสมอ

3️⃣

ประเมินเวลาและข้อมูลที่มีจริง

Predictive/Prescriptive ต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังจำนวนมากพอ ถ้าข้อมูลน้อยเกินไปผลลัพธ์จะไม่น่าเชื่อถือ

10 กรอบตัดสินใจเร็ว: เวลาจำกัดควรเลือกวิเคราะห์แบบไหนก่อน

ในงานจริง Data Analyst แทบไม่เคยมีเวลาไม่จำกัดในการวิเคราะห์ทุกอย่างให้ลึกที่สุด หลักการง่ายๆ ที่ใช้ได้คือ ถ้าเป็นคำถามด่วนหรือยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังมากพอ ให้ทำ Descriptive ให้แม่นก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ เพราะเป็นฐานที่ทุกอย่างต้องพึ่งพา จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือค่อยขยับไป Diagnostic เพื่อหาสาเหตุ ส่วน Predictive และ Prescriptive ควรทำเมื่อคำถามนั้นมีความสำคัญสูง พอที่จะคุ้มกับเวลาที่ต้องลงทุนเพิ่ม ไม่ใช่ทำทุกครั้งเป็นมาตรฐาน

สรุปบทนี้: การวิเคราะห์ข้อมูลไม่ใช่แค่ “ทำได้หรือทำไม่ได้” แต่คือการเลือกระดับความลึกให้เหมาะกับ คำถามและเวลาที่มี — บทถัดไปเราจะเปลี่ยนมุมไปดู “บทบาทของ Data Analyst ในองค์กร” ว่าจริงๆ แล้วงานประจำวันหน้าตาเป็นยังไง ทำงานร่วมกับใครบ้าง
แบบฝึกหัดท้ายบท

ใช้เคส “ร้านกาแฟ” ในบทนี้เป็นแม่แบบ แล้วลองแต่งเคสของตัวเอง (จากงาน ธุรกิจ หรือสิ่งที่คุ้นเคย) ให้ครบทั้ง 4 ขั้น:

  1. Descriptive: สังเกตเห็นตัวเลขอะไร
  2. Diagnostic: ขุดลึกแล้วพบสาเหตุอะไร
  3. Predictive + Prescriptive: ถ้าไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้น และควรทำอะไรต่อ

แนะนำให้ลองเขียนเคสของคุณลงสมุดด้วยปากกาครับ การเรียบเรียงด้วยมือ จะช่วยให้เห็นช่องโหว่ของเหตุผลได้ชัดกว่าการพิมพ์