สวัสดีคร้าบบบบ ไม่ได้เขียนบทความมานานมาก 5555 พักหลังมานี้ ผมค่อนข้างที่จะยุ่งกับอะไรหลายๆอย่างมากๆครับ(อ้างเอง ฮ่าๆ) แต่ยังคง upload วิดีโอในช่อง DataStep อยู่เด้อ 😂

นี่ก็ผ่านกลางปีมาแบบเงียบๆแล้ว หลายๆคนน่าจะจำเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้กันเมื่อตอนต้นปี หรือเมื่อปลายปีที่แล้วกันได้ใช่ไหมครับ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ???

ยิ้มกรุ้มกริ่มกันเลย 55555

สำหรับตัวผมเอง ก็มีบางอันที่ทำได้แล้ว บางอันที่ดูเหมือนว่าจะอีกไกลเลย บางอันก็ค่อยๆ on pregress ไปเรื่อยๆ อาจจะต้องรอสิ้นปีพอดี อาจจะสำเร็จ

บางอันก็เอ้ะ ไม่น่ารอดแหะ 555 ยอมรับจริงๆ!

ซึ่งเรื่องที่ผมอยากจะมาแชร์ในวันนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบบ” หรือ system นั่นแหละ ที่จะทำให้เราเอาชนะเป้าหมายที่เราตั้งไว้เมื่อต้นปีได้

System คืออะไร ?

จะว่างั้นว่างี้เลย ผมทำคอร์สฟรีเอาไว้ใน common-learn นี่แหละครับ เป็นคอร์สสั้นๆ สนุกๆ สร้างแรงบันดาลใจได้มากมาย ฟรีด้วย! เกี่ยวกับการสร้าง system เพื่อให้ตัวเรานั้น สามารถเอาชนะเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ ว่างก็ไปลองเรียนกันได้เด้อ

นี่เลย คลิ้กๆๆๆๆ 👇🏻

ความหมายของคำว่า system นี่ฟังดูแล้วมันค่อนข้างแข็งทื่อ และดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ใช่ไหมครับ(แอบกาวๆด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ)

สำหรับผมแล้ว มันคือ “วงจรบางอย่าง ที่เราสามารถทำได้โดยที่ไม่ฝืนเกินไป”

ยังไง ?

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จากชีวิตของผมเอง ลองอ่านดูนะ

ให้ทุกคนนึกถึงพี่ๆทหารดูนะครับ ตอนที่เค้าอยู่ในค่าย เค้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า รปจ ครับ หรือถ้าแปลความหมายเต็มก็คือ “ระเบียบปฎิบัติประจำ”

เห็นมั้ย เนี่ยชัดเจนมากๆ นี่แหละก็คือสิ่งที่เรียกว่า system ของพี่ๆทหารเค้า พี่ๆเค้าเหล่านี้ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่อยากทำ เค้าก็ “ต้อง” ทำตามนี้ ยกตัวอย่างเช่น 05:30 ตื่นนอนเพื่อไปออกกำลังกาย (ไม่ทำก็โดนลงโทษซ่อมไปตามระเบียบ แหะๆ)

เป้าหมายที่พี่ๆทหารกำลังมี อาจจะเป็นการที่ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เพื่อให้สามารถทำนั่นนี่ได้ในฐานะทหารคนนึง สิ่งที่เรียกว่า “system” ที่จะสนับสนุนเป้าหมายนี้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายก็คือ การตื่นนอนตอน 05:30 เพื่อไปออกกำลังกายต่อนั่นแหละครับ

นี่แหละครับคือสิ่งที่เรียกว่า “system” ในแบบฉบับง่ายๆและเห็นภาพได้แบบจริงๆ

ทำไมต้องใช้ system ?

“ถ้าเป้าหมายมันง่ายเกินไป มันก็ไม่สนุก ไม่อยากทำ ถ้าเป้าหมายมันยากเกินไป มันจะหมดใจได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม”

นี่เป็นคำตอบจากตัวผมเอง ที่ได้ลองมาหลากหลายวิธีที่เยอะมากๆ ในเรื่องของการตั้งเป้าหมาย แล้วทำมันให้สำเร็จ พีคที่สุดในชีวิต คือ การนั่งสวดมนต์ ภาวนา ขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้มันเป็นจริง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย 555555
ผมโครตจะมั่นใจเลยว่าหลายๆคนก็เคยเป็น ผมเข้าใจๆๆ
(manifest ไหมล่ะ)

นี่แหละครับ โดยเฉพาะในเป้าหมายที่มันยากๆ เราจึงต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า system ที่จะมาช่วยให้เราสามารถทำมันได้!

และ system นี่แหละครับ เป็นอะไรที่เจ๋งกว่าการขอพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก เพราะนี่คือพลังบางอย่างที่ถูกเรียกว่า “พลังของการลงมือทำ” ผมเชื่อเรื่องนี้สุดใจมากๆ

(สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมกล่าวถึง ยังสนับสนุนเรื่องนี้ ผมมั่นใจ)

ตัวอย่างเพิ่มเติมของสิ่งที่เรียกว่า “ระบบ”

เนื่องจากว่านี่คือเว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Data ที่ถูกก่อตั้งโดยคนที่ไม่ได้มีพื้นเพมาจาก Data อะไรเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องเลยด้วยซ้ำ (เพราะตัวผมเองนั้น มาจากสายการเงินองค์กรโดยตรง)

การที่ต้องเป็น self-learner ในเรื่องของ Data อาจจะต้องใช้พลัง และอะไรหลายๆอย่างมากที่จะทำให้ตัวผมเองนั้น สามารถพัฒนาและยัง keep going ต่อไปในสายงานนี้ได้อยู่

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ยังจำได้ดีเลย

ผมจำได้เลยว่าช่วงนั้น ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องได้งาน Data ให้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ขอให้มันเกี่ยวกับ Data ก็พอ! เพราะใจตอนนั้นรู้สึกว่าการทำงานด้าน Data นั้น มันเป็นอะไรที่โครตเท่มากมาย เขียน code ได้ present ได้ ทำ graph นำเสนอ บลาๆๆๆ หรือทำอะไรอย่างอื่นอะไรอีกใดๆ ผมก็เอาหมด

ขั้นตอนนี้เราวาดภาพในหัว + ตั้งเป้าหมายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว (เรียกได้ว่าสลักลงในใจเลย)

ในตอนนั้นเอง เป้าหมายของเราก็คือ ต้องทำเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ให้ได้ใช่ไหมครับ ? แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าช่วงแรกไฟมันจะเยอะมาก มันเป็นไฟลุกโชนที่อยากจะตื่นมาทำในทุกๆวัน

ไฟแบบนี้เลย 555555 ทุกเช้าเราชาร์จ

สิ่งที่ผมทำนั่นคือ การส่ง resume สมัครงาน (ตอนนั้นผมสมัครงานไปเยอะมากๆ มากถึงขนาดทำเป็น tracker เลยว่าวันนี้สมัครบริษัทอะไร มีอะไรตอบกลับมาไหม – GOOGLE SHEET เลยครับ 5555) จำได้ว่ารวม บ ไทย บ ต่างชาติแล้ว 200++

ใช่ครับ 200++

จบการสัมภาษณ์ + รับ offer มาจริงๆแค่ 3 ที่เอง บ ไทยล้วน 5555+ เนี่ยๆๆๆ

ไม่ได้จะอวดอะไรนะครับ พูดเหมือนง่ายใช่ไหม ? ไปอ่านต่อกัน

เห็น Result ตอนสุดท้ายแล้วมันดูง่าย แต่ระหว่างทางมันยากมากๆ

ใช่แล้วครับ อย่างที่ heading บอกเอาไว้เลย กว่าจะพยายามเปิดคอมส่ง resume เขียน cover letter ได้ในแต่ละครั้งครับ ปรับ resume แล้วอีกๆ มันโครตของโครตท้อเลย ท้อมาก ท้อจะรู้สึกว่าไอ้คำที่บอกว่าท้อมีไว้ให้ลิงถือเนี่ย จริงๆแล้วมันน่าจะอยู่บนมือผมเนี่ยแหละ 5555555 โอ้ย

ผมเลยได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า system ก็ช่วงนั้นแหละครับ (Youtube University อีกเช่นเคย)

ผมทำสิ่งที่เรียกว่า “การกำหนดทำในสิ่งที่มันง่าย ซึ่งเกิดมาจากการแบ่งย่อยๆจากเป้าหมาย”

ผมเปลี่ยนเป็นส่งวันละ 3 บริษัทแทน 55555 ง่ายไหม ใช่ครับง่ายมาก แต่ว่าผมทำเป็นเดือนเลยนะ และทำได้ทุกวัน เพราะมันไม่ได้ยากเกินไป

ถ้าวันไหนที่อยากจะส่งมากกว่า 3 บริษัทก็จะบอกว่าไม่เอา เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรงทำ และถ้าวันไหนที่อยากจะส่งน้อยกว่า 3 บริษัท ก็จะบอกตัวเองว่า แค่ 3 บริษัทเอง เมื่อวานก็ยังทำได้ เอาหน่อยละกันนะ

และก็แค่ keep going ทุกวัน

“เริ่มจะเห็นแล้วไหมครับว่า system คืออะไร ?”

“system เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกวัน เพื่อที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ได้อย่างเหมาะสม”

ตัวอย่างการเรียนอะไรสักอย่างด้วยตัวเอง

พูดถึง roadmap เรื่องของการเรียน data ด้วยตัวเองนี่แหละ จากคนที่ไม่มีความรู้เลย (ทุกวันนี้อาจจะมี แต่ก็ยังน้อย เมื่อเทียบกับ expert หลายๆคน แต่ถ้าเทียบกับตัวเองในวันแรก โอ้โห ผมมาไกลนะครับผม 5555)

ผมก็วางตารางเวลาไว้นะ แต่ไม่เคยทำได้เลย 5555 time-blocking เนี่ย อะไรที่เค้าใช้กัน มัน work นะสำหรับคนที่มีสิ่งที่เรียกว่า .. winai น่ะครับ วินัยๆๆ

แต่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะ flexy กับตัวเองมาก ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ฟีลประมานว่า ปล่อยมันลงบ้างเถอะ อะไรที่ strict ไว้เยอะๆน่ะ ตึงเกินมันก็ขาด ยานเกินมันก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ผมสามารถอยู่ตรงกลางได้สิ

ก็นี่แหละครับ มันเลยกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า system ที่ออกแบบด้วยตัวเอง

ผมขอให้ตัวเองเรียนแค่วันละ 25 นาทีพอ ….

ใช่ครับ แค่วันละ 25 นาที! น้อยมั้ย 55555 แต่เป็น 25 นาทีที่ต้อง focus มากๆ ไม่ให้ใครมายุ่ง ไม่ยุ่งกับอะไร และโฟกัสแค่เรื่องที่เรียนเรื่องเดียว

ใช้สมองคิดเยอะๆ ในเรื่องที่เรียน คิดแล้วคิดอีก สมองเนี่ยต้องใช้มันให้เยอะ ห้ามรับเข้าอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ผ่านการประมวลก่อน

“be present” จึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ในการทุ่มเทกับเรื่องอะไรเรื่องนึง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีอะไรมาทำให้เราว่อกแว่กได้ตลอดเลย (ตอนที่อ่านบทความนี้อยู่ สลับแอปไปแล้วกี่รอบ ยอมรับมาซะดีๆ)

จะบอกว่าตอนที่แอดรู้ตัวเองว่าสมาธิไม่ดีช่วงนั้น ผมปิดบัญชี ig กับ facebook เลย 5555555 จนตอนนี้ไม่มี account 2 platform นี้แล้ว (ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผมถึงไม่มีเพจใน facebook หรือ ig ส่วนตัวช่วยโปรโมทใดๆ 55555 มีแต่ youtube และตอนนี้ก็มีใน tiktok ด้วยนะ อิ้อิ้)

กลับมาต่อ!

แค่ 25 นาทีที่โฟกัสกับแค่สิ่งนั้น มันย่อมได้อะไรมากกว่า 2 ชั่วโมงที่เราเลือกที่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างแน่นอน ผมการันตีมากๆกับเรื่องนี้

นี่แหละครับ ระบบ 1 เดียวที่ผมใช้กับหลายๆเรื่อง ตัวอย่างเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็น

  • นั่งสมาธิ 20 นาที (ใช่ครับ ผมนั่งสมาธินะเห็นแบบนี้)
  • เรียนเรื่องใหม่ๆในทุกๆวัน ในแบบ focus จริงๆ 1 pomodoro (25 นาที)
  • นั่งมองท้องฟ้าแบบเฉยๆ 10 นาทีแบบที่ไม่ต้องจับโทรศัพท์
  • อาบน้ำแบบจริงๆแบบที่รู้ว่าสบู่กำลังถูตัวอยู่โดยไม่มีเสียงเพลง
  • นั่งเปื่อยๆแบบที่ไม่ต้องคิดอะไร แค่ดูก้อนเมฆมันลอยไปทีละนิดๆๆ 10 นาที
  • เขียนบทความนี้แบบตั้งใจจริงๆ ไม่เปิดนั่นนี่นู่นมาทำลายสมาธิ

อะไรแบบนี้ล่ะครับ เป็น system ที่โครตจะมีประสิทธิภาพเลย อยากให้ทุกคนได้ลองนะครับ (ตัวอย่างข้างบนบางอย่างก็ไม่ได้ทำทุกวันนะ 5555)

keep calm & focus สิ่งที่อยู่ข้างหน้าให้ดี

เพราะ moment ณ ตอนนี้ มันมีแค่ตอนนี้เท่านั้นนะ 🙂 คำนี้ช่วยให้เราเห็นความสำคัญของปัจจุบันได้เยอะมากๆ

present = gift = เวลา ณ ปัจจุบัน

สรุป

เราสามารถไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้อยู่แล้วครับ ถ้าเกิดว่าเรามีความตั้งใจที่มากพอ แล้วคำว่ามากพอคืออะไรใช่ไหมครับ ?

คำว่า “มากพอ” คือ เราสามารถทำตามสิ่งที่เราเรียกว่า “ระบบ(system)” ในทุกๆวัน ถึงแม้ว่าในวันนั้นเราจะไม่อยากทำมันเลยสักนิด หรือจะอยากทำมันมากขนาดไหน เราก็จะทำมันตามที่เราสัญญากับตัวเองเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราตัดสินใจไปกับมัน ไม่มาก และไม่น้อยเกินไป แต่เราสามารถที่จะ roll ตัวเราเองไปกับมันได้ โดยที่ไม่ยากหรือลำบากเลย

เป็นกำลังใจให้จริงๆนะครับ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นแบบไหน
อย่าลืมออกแบบ system ที่เหมาะสมให้กับตัวเองด้วยนะครับ

ไปพูดคุยเรื่องนี้กันต่อได้ที่ discord ก็ไดนะครับ ที่ช่อง chit-chat เลย ลุยๆ

✌🏻


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

👨🏻‍💻 If outside is hot, Stay in and learn!

🎉 Type "Apr20" before purchasing!

get 20% off !

(Fastlane, Marvel, Big Bang, Rizz D-Sci, FODE)

Only this April, Summer sales !
1