
สวัสดีทุกคนนะคร้าบบ~
สำหรับบทความนี้ จะเป็นบทความที่บอกเลยว่า ชิวๆละกันครับ เนื้อหาไม่ได้หนักอะไรมาก เพราะว่าวันนี้ เราจะไปโฟกัสกันที่สิ่งที่เรียกว่า “Business Domain” หรือว่าความรู้ในธุรกิจนั้นๆครับ
เริ่มต้นกันก่อน จากที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับเพื่อนใน Discord ครับ เป็นลูกค้าของคอร์สเรียน Fastlane Data Analytics ด้วย 555+ ก็เลยคุยกันยาวเลย คุยไปคุยมา เหมือนได้ตกตะกอนอะไรหลายอย่างในเรื่องของวิดีโอที่ผมทำ
อย่างที่เห็นกันผ่านๆตาบ่อยๆ กลายเป็นว่าส่วนใหญ่มันเป็นอย่างที่เพื่อนคนนี้บอกจริงๆครับ วิดีโอส่วนใหญ่ใน Youtube ที่เกี่ยวกับเรื่อง Data มักจะสอนกันแต่เครื่องมือที่เป็น Technical แต่ไม่ค่อยสอนเรื่อง Business Domain ในธุรกิจกันสักเท่าไหร่
ผมก็เลยเห็นด้วยอย่างแรง 555 มันคือความจริง เพราะเขียน Code ได้มันเท่กว่า คนอยากดู อยากตามมากกว่า 555+ ยังไงๆมันก็เฟี้ยวกว่าอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น บทความนี้นี่แหละ จะเป็นตัวเปิดในหัวข้อที่เกี่ยวกับ Business Domain แล้วก็จะเป็นเนื้อหาของวิดีโอสัปดาห์นี้ครับ (สปอยล่วงหน้าไปเลย)
Business Domain คืออะไร ?
เวลาเราพูดถึงคำว่า “Business Domain” หลายคนอาจจะเผลอนึกว่าเป็นชื่อโดเมนเว็บ หรือไม่ก็เป็นอะไรที่ซับซ้อนระดับวิชามหาวิทยาลัย แต่ความจริงแล้ว Business Domain ก็คือ “ขอบเขตของธุรกิจ” หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “โลกของธุรกิจที่เรากำลังทำงานอยู่” นั่นแหละครับ
มันคือการเข้าใจว่าองค์กรนี้ทำธุรกิจอะไร ขายอะไร หาเงินจากไหน ใครคือลูกค้าเป้าหมาย และมีเป้าหมายทางธุรกิจยังไง เช่น ถ้าคุณทำงานกับโรงพยาบาล Business Domain ก็จะเกี่ยวกับระบบการรักษา ผู้ป่วย การนัดหมาย และทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Healthcare
แต่ถ้าเราไปช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ คุณก็จะต้องเข้าใจศัพท์อย่าง Conversion Rate, Cart Abandonment หรือแคมเปญ Flash Sale ที่ทำเอา Data Analyst หัวหมุนทุกวันศุกร์ปลายเดือน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณทำงานด้าน Data Analytics แล้วไม่เข้าใจ Business Domain ก็เหมือนนักบินที่ขับเครื่องบินโดยไม่รู้ว่ากำลังบินไปที่ไหนนั่นแหละครับ (ว่าไปนู้น)
ต่ออีกสักนิด คือเราอาจจะเก่งเรื่องการบังคับ (หรือวิเคราะห์) แต่ดันไม่รู้ว่าควรลงจอดตรงไหนดี ข้อมูลทุกจุดที่ได้วิเคราะห์ล้วนมีที่มา มีบริบท และมี “เรื่องราว” ของมันเอง ถ้าเราไม่เข้าใจว่าทำไมยอดขายพุ่งช่วงสิ้นเดือน หรือว่าทำไมลูกค้ามักสมัครสมาชิกใหม่วันจันทร์ เราก็อาจมองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขเหล่านั้นครับ
ดังนั้น การเข้าใจ Business Domain จะช่วยให้ตัวเราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโลกความจริงได้ดีขึ้น วิเคราะห์ได้ตรงจุด และเสนอ Insight ที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่แค่ตีกราฟสวยๆ ให้หัวหน้าแล้วก็จบ ซึ่งการเข้าใจ Business Domain ไม่ได้ยากอะไรเลย แค่เราลองเปิดใจคุยกับทีมที่เป็นฝั่งธุรกิจ เข้าร่วมประชุม ฟังเขาเล่าเรื่องตลาด คู่แข่ง ลูกค้า หรือแม้แต่ปัญหาที่ทีมเจออยู่ แล้วเอาความรู้เหล่านั้นมาร้อยเรียงเข้ากับข้อมูลที่เรามี มันก็จะกลายเป็นชุดความเข้าใจที่ลึกขึ้น เราอาจไม่ต้องรู้เท่าผู้บริหาร แต่ขอแค่รู้พอจะเชื่อมโยง Insight กับความเป็นจริงได้ เท่านี้ก็เก่งกว่า Data Analyst ที่นั่งวิเคราะห์ตัวเลขลอยๆ แบบไร้บริบทไปหลายขุมแล้วล่ะครับ
ทำไมต้องรู้จักกับ Business Domain ด้วย ?
ในยุคที่ Data Analyst, Data Scientist, BI Developer หรือแม้แต่คนที่เพิ่งหัดเขียน SQL ยังคงฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง สิ่งหนึ่งที่คนทำสายนี้มักจะมองข้าม (หรือไม่รู้ว่าควรแคร์) ก็คือ “Business Domain” นี่แหละครับ ทั้งที่ความรู้เรื่องนี้คือหัวใจของการแปลงข้อมูลธรรมดาให้กลายเป็น Insight ที่ธุรกิจร้องว้าว เพราะข้อมูลจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราดันไม่เข้าใจว่าธุรกิจมันกำลังทำอะไรอยู่ หรือมีเป้าหมายอะไรในชีวิต (ฟังดูเหมือนคุยกับคนเพิ่งอกหักแฮะ…)
การรู้จัก Business Domain คือการเข้าใจโลกที่ข้อมูลชุดนั้นถือกำเนิดขึ้น เช่น ถ้าเราเห็นว่ามียอดขายตกลงในเดือนกุมภาพันธ์ แล้วรีบบอกหัวหน้าว่า “แย่แล้วครับ ลูกค้าหายไปเยอะมากเลย” ทั้งที่จริงแล้วเดือนนั้นเป็นช่วงตรุษจีน คนหยุดยาว ไม่ช้อปออนไลน์แต่กลับบ้านไปกินข้าวกับแม่ แบบนี้ก็จะกลายเป็น Data Analyst ที่พลาด Insight ง่ายๆ เพราะไม่รู้บริบทของธุรกิจเลย ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ทำให้ Business Domain ไม่ใช่แค่ของแถม แต่มันคือ “เลนส์” ที่จะทำให้คุณอ่านข้อมูลได้ลึกและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขอย่างแท้จริง แถมยังช่วยให้เราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้อย่างตรงประเด็น เสนอแนวทางแก้ปัญหาได้แบบโดนใจ และคุยกับทีมธุรกิจรู้เรื่อง ไม่ต้องนั่งแปลศัพท์กันเหมือนประชุมคนละภาษาทุกเช้า
การเข้าใจ Business Domain ยังทำให้ตัวเรากลายเป็น Analyst ที่ไม่ใช่แค่เก่งเทคนิค แต่ยังเข้าใจภาพรวมธุรกิจ มองเกมขาด และมีคุณค่ามากกว่าการเป็น “คนที่เขียน dashboard ได้สวย” อีกต่างหาก เอาจริงๆ ก็เหมือนเป็นการอัปเกรดตัวเองอยู่นะครับ จาก “คนทำตามโจทย์” เป็น “คนช่วยตั้งโจทย์ให้ธุรกิจไปได้ไกลขึ้น” แบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
แล้ว Business Domain กับ Data Analyst เกี่ยวข้องกันยังไง ?
หลายคนที่เริ่มต้นเป็น Data Analyst อาจคิดว่างานของเราก็คือดูข้อมูล วิเคราะห์กราฟ สร้าง Dashboard แล้วก็ส่งรายงานสวยๆ ให้หัวหน้าทุกเช้า… จบ! แต่ความจริงแล้วงานของ Data Analyst มันลึกกว่านั้นเยอะมากเลยครับ 555 ผมพูดจริง
และหนึ่งในสิ่งที่เชื่อมโยงกับบทบาทของเรามากแบบมองข้ามไม่ได้เลยก็คือ “Business Domain” นี่แหละครับ เพราะ Data Analyst ไม่ได้ทำงานในระบบสุญญากาศ ข้อมูลที่เราวิเคราะห์ไม่ได้ลอยมาจากอากาศธาตุ แต่มันมาจากการดำเนินธุรกิจจริงๆ ในโลกจริงๆ ที่มีลูกค้าจริงๆ และเงินจริงๆ (น้ำตาจริงๆ ด้วยถ้าวิเคราะห์พลาด ช้ำในแน่นอน 555+)
ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจว่า “ธุรกิจนี้ทำอะไร” “หาเงินจากตรงไหน” หรือ “สิ่งที่ธุรกิจต้องการจริงๆ คืออะไร” เราก็จะกลายเป็นนักวิเคราะห์ที่เก่งแต่ใน Excel แต่ใช้ Insight ไม่ได้ในชีวิตจริงเลย
ดังนั้น Business Domain จึงเปรียบเหมือนแผนที่ของธุรกิจ ที่ช่วยให้ Data Analyst เห็นภาพใหญ่ เข้าใจทิศทาง และรู้ว่าข้อมูลตรงไหนที่สำคัญ ข้อมูลตรงไหนเป็นแค่ noise หรือพูดง่ายๆ ก็คือมันทำให้เราวิเคราะห์ได้อย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่นั่งงมหา pattern เหมือนเล่นเกมจับผิดภาพโดยไม่รู้ว่ากำลังจับผิดเรื่องอะไร ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าใจ Business Domain แล้ว เราจะตั้งคำถามได้ดีขึ้น วางโครงสร้างการวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น และสามารถแนะนำ Action หรือกลยุทธ์ให้กับธุรกิจได้แบบที่เขาฟังแล้วต้องร้องว่า “อ้าวเฮ้ย นี่มันคนของเรานี่นา!” ไม่ใช่แค่คนที่มานั่งถามว่า “จะให้ดู Data อะไรครับวันนี้” ทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่ หรือรับโปรเจกต์ใหม่
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง Data Analyst กับ Business Domain จึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเรื่อง “คู่ชีวิต” แบบที่ถ้าไม่รู้จักกันก็อยู่ด้วยกันลำบาก ไม่ต่างจากคู่รักที่ชอบกินพิซซ่าเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแพ้ชีสครับ เอ้ะๆ
ทำยังไงถึงจะเข้าใจ Business domain ได้ดีขึ้น
หลายคนที่เพิ่งเข้าวงการ Data หรือแม้แต่ทำงานมาสักพักแล้วก็ยังมีคำถามว่า “แล้วจะเข้าใจ Business Domain ได้ยังไง ในเมื่อเราไม่ใช่คนทำธุรกิจโดยตรง ?”
บอกก่อนเลยว่าไม่ต้องกังวลครับ เพราะการเข้าใจ Business Domain มันไม่ใช่การนั่งท่องตำราเหมือนกับเรียน MBA หรือต้องรอให้มีประสบการณ์ทำงาน 10 ปีแล้วค่อยหูตาสว่าง แต่มันเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยทักษะที่ Data Analyst อย่างเรามีอยู่แล้ว แค่ใช้ให้ถูกจุด!
วิธีที่ง่ายที่สุด (และได้ผลสุดๆ) คือการ “ตั้งคำถามให้เก่ง” เวลาเจอ Data สักชุด ไม่ต้องรีบวิ่งไปวิเคราะห์ก่อน ลองถามตัวเองก่อนว่า “ตัวเลขพวกนี้มันมาจากไหน ?”, “มันสะท้อนพฤติกรรมอะไรแปลกๆ แบบไหน ?”, “มันมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายของธุรกิจตรงไหนบ้าง ?”
การตั้งคำถามแบบนี้จะดึงให้เราเข้าสู่แก่นของธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งถ้าได้คุยกับทีมอื่นๆ อย่างเช่น Product, Marketing, Sales หรือแม้แต่ Customer Support บ่อยๆ แล้วฟังพวกเขาเล่าว่าโลกของเขาเจอปัญหาอะไรบ้าง มี KPI อะไรต้องไล่ตาม หรือมีศัพท์เทคนิคอะไรที่ชาวบ้านทั่วไปงงกันเป็นไก่ตาแตก เราจะเริ่มเห็นว่า ข้อมูลมันไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันมี “ชีวิต” อยู่เบื้องหลัง และสิ่งนี้แหละครับคือกุญแจสำคัญในการเข้าใจ Business Domain
อีกเทคนิคที่หลายคนมองข้ามคือ “ลงมือเล่นกับ Data แบบอยากรู้อยากเห็นนิดหน่อย” ไม่ใช่แค่ทำตาม requirement แต่ลอง explore เพิ่ม ลองเจาะดูว่ามี pattern อะไรที่น่าสนใจบ้างไหม แล้วลองโยงกับความเคลื่อนไหวทางธุรกิจในช่วงนั้น เช่น ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตรงกับช่วง Flash Sale ไหม ? หรือยอดผู้ใช้งานลดลงหลังจากมีการเปลี่ยน UI บางจุดหรือเปล่า ? พอเรารู้จักเชื่อมโยงข้อมูลกับสถานการณ์จริงแบบนี้ซ้ำๆ เข้า เราจะค่อยๆ เก่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยครับ
สุดท้าย อย่ากลัวที่จะ “ถาม” และกล้าที่จะ “ผิด” ในช่วงเริ่มต้น เพราะการเรียนรู้ Business Domain ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเลย ทุกองค์กรมีภาษาเฉพาะของตัวเอง มีปัจจัยเฉพาะตัว และเราจะเข้าใจมันได้ก็ต่อเมื่อเรากล้าลงสนามจริง หูไว ตาไว ใจเปิด และพร้อมที่จะเรียนรู้ เหมือนนักสืบที่ตามหาความจริง ไม่ใช่แค่คนที่รอเจ้านายโยน Data มาแล้วก็ทำงานตามสั่งอย่างเดียว
ความรู้ใน Business Domain จะช่วยอะไรเราในการทำงาน ?
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “เข้าใจ Business Domain แล้วจะทำงานได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่แน่ใจว่า… เอ่อ แล้วมันดียังไงนะ ? ข้อมูลก็คือข้อมูล กราฟก็คือกราฟ จะต้องรู้ลึกแค่ไหนถึงจะวิเคราะห์ได้? คำตอบคือ “ลึกเท่าที่จะทำให้คุณวิเคราะห์ได้โดนใจ ไม่ใช่แค่โดนเป้า” นั่นแหละครับ
เพราะความรู้ใน Business Domain มันเปลี่ยนบทบาทของ Data Analyst จาก “ช่างผู้สร้างกราฟมือทอง” เป็น “ที่ปรึกษาทางกลยุทธ์แบบเนียนๆ” ได้โดยอัตโนมัติ
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราเข้าใจธุรกิจอีคอมเมิร์ซดี เราจะรู้ว่า “จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์” ไม่ได้แปลว่า “ขายดี” เสมอไป แต่ต้องดูร่วมกับ Conversion Rate, CTR, หรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) ถึงจะเห็นภาพจริง
หรือถ้าเราได้ทำงานกับทีม Healthcare แล้วรู้ว่าเวลาคนไข้รอคิวนานเกิน 15 นาทีคือ Pain Point ใหญ่ของโรงพยาบาล เราจะวิเคราะห์ Data ได้เฉียบคมขึ้นว่าอะไรคือสาเหตุของความล่าช้านั้น แล้วเสนอวิธีแก้ที่ชี้เป้าได้ตรงจุด ไม่ใช่แค่เสนอว่า “ก็คนเยอะครับ” แบบขอทีไปที
ความรู้ใน Business Domain ยังช่วยให้เราประหยัดเวลาทำงานได้เยอะมาก เพราะเราจะรู้ว่า Data ตัวไหน “ของแท้” ตัวไหน “ตัวหลอก” และตัวไหน “ดูเผินๆ เหมือนมีประโยชน์แต่จริงๆ ไม่มีอะไรเลย” มันเรียกได้ว่าตัด noise ออกได้ตั้งแต่ต้น ไม่ต้องวิ่งวิเคราะห์มั่วซั่วให้เสียเวลา ที่สำคัญที่สุดคือ มันทำให้เราสามารถที่จะ “คิดเหมือนคนในธุรกิจ” ไม่ใช่แค่คนวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งนี่แหละครับคือความต่างของ Analyst ธรรมดา กับ Analyst ที่ธุรกิจรักและไว้ใจ เพราะเราไม่ได้เอา Insight ไปโยนใส่ตักผู้บริหารแบบสุ่มๆ แต่เราเลือกที่จะเอา Insight ที่เข้าใจบริบทและแก้ปัญหาได้จริง ไปเสนอให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และเชื่อเถอะครับ ไม่มีใครไม่ชอบลูกน้องที่ “เข้าใจธุรกิจ” และ “ช่วยคิดได้จริง” หรอก
เนื้อหาของ Business Domain เราจะหาจากที่ไหนได้บ้าง ?
โอเคครับ หลังจากที่เข้าใจแล้วว่า Business Domain สำคัญกับการทำงานของสาย Data แค่ไหน แต่คำถามที่โผล่มาในหัวทันทีแบบไม่ต้องโหลดเลยก็คือ “แล้วเราจะไปหาความรู้พวกนี้จากไหนได้บ้าง?”
ซึ่งจริงๆ แล้วแหล่งความรู้ของ Business Domain มันมีเยอะกว่าที่คิด แถมส่วนใหญ่ยังฟรีอีกต่างหาก! อย่างแรกเลยที่ไม่ควรมองข้ามคือ “คน” ครับ ไม่ต้องไปไกลเลย คนที่ทำงานอยู่ในธุรกิจเดียวกับเรานี่แหละคือขุมทองที่เต็มไปด้วย Insight ล้ำๆ ลองเข้าไปคุยกับ Product Owner, ทีม Marketing, ฝ่าย Sales, หรือแม้แต่พี่ๆใน Customer Support ที่คุยกับลูกค้าทุกวัน แล้วเราจะได้ข้อมูลที่ไม่มีใน Dataset ไหนบนโลกแน่นอน
เพราะมันคือ Pain Point จริงๆ เสียงจากสนามจริงๆ และเรื่องที่ไม่มีใน Google หรือ Wikipedia แน่ๆ แต่ถ้าไม่กล้าคุย (หรือทีมไม่ว่างคุย 😅) ก็ไปทางสายเงียบๆ ได้ครับ ลองอ่านเอกสารในบริษัท เช่น Requirement Document, OKRs, สไลด์พรีเซนต์ที่ทีมธุรกิจใช้ หรือแม้แต่ Meeting Notes ที่หลุดมาจากสวรรค์ (หรือทีมไหนสักทีม) สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเข้าใจบริบทธุรกิจได้ดีขึ้นเหมือนกัน
ส่วนสายชอบหาความรู้จากภายนอก อย่ามองข้ามพวก Industry Report จากสำนักวิจัยหรือค่าย Martech ใหญ่ๆ อย่าง McKinsey, Deloitte, Gartner, หรือ Bain พวกนี้เขาวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมไว้ละเอียดแบบเข้าใจง่ายด้วยนะครับ(แต่บางอย่างอาจจะเทคนิคนิดนึง ก็สู้ๆนะครับ 555+)
ไม่ต้องรอให้เป็นผู้บริหารก่อน แล้วค่อยอ่าน ต่อให้ยังเรียนอยู่ก็เข้าใจได้ ส่วนอีกแหล่งที่ง่ายแต่ดี คือ “ฟัง Podcast / อ่าน Blog / ดู YouTube” ของคนในวงการนั้นๆ บางที CEO หรือผู้จัดการทีม Marketing เขาชอบมาแชร์เบื้องหลังธุรกิจ เช่น “แคมเปญนี้คิดได้ยังไง” หรือ “ปัญหาที่เจอบ่อยๆ คืออะไร” ซึ่งข้อมูลพวกนี้มันล้ำค่ามาก เพราะเราจะได้เข้าใจ “วิธีคิดของคนใน Domain นั้นๆ” แบบไม่ต้องเดาเองให้ปวดหัว
และถ้าให้ดีสุดๆ ก็ลงมือใช้ Product ของธุรกิจนั้นจริงๆ ไปสมัครใช้งาน ทดลองซื้อ ทดลองยกเลิก หรือแม้แต่ดูรีวิวจากลูกค้าใน Pantip / Twitter / TikTok ก็ได้ แค่นี้เราก็จะเห็น Business Domain ผ่านสายตาของคนที่อยู่ในสนามจริง และนั่นแหละครับ คือวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจมันแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่อ่านทฤษฎีแล้วจบเหมือนตอนเรียนวิชาเลือกตอนปี 3 คนละเรื่องกันเลยเด้อ
สรุป
Business Domain คือขอบเขตและบริบทของธุรกิจที่เรากำลังทำงานด้วย เช่น ถ้าเราวิเคราะห์ข้อมูลให้โรงพยาบาล เราก็ต้องเข้าใจโลกของ Healthcare ว่าเขามีระบบคิดยังไง ใช้ KPI อะไร และลูกค้าเขาเจอปัญหาอะไรบ้าง
เพราะการเข้าใจ Business Domain ไม่ได้ทำให้เราแค่ “วิเคราะห์ข้อมูล” แต่ทำให้เราวิเคราะห์ได้ “ตรงจุด” ไม่หลุดโลกหรือหลงทางอยู่ในกราฟสวยๆ ที่ไม่มีใครใช้ Insight ต่อได้จริง
การที่ Data Analyst เข้าใจ Business Domain จะช่วยให้เราสื่อสารกับทีมธุรกิจได้ลื่นขึ้น มองเห็นสิ่งที่ควรวิเคราะห์ได้ก่อนใคร และสามารถเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เข้ากับเป้าหมายขององค์กรมากกว่าแค่ตอบโจทย์แบบหุ่นยนต์
การเข้าใจ Business Domain ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์ แค่เริ่มจากคุยกับคนที่รู้จริง อ่านเอกสารภายในบ้าง ลองใช้บริการของธุรกิจนั้นจริงๆ หรือเสพคอนเทนต์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการ แล้วเอามาผูกกับข้อมูลที่เรามี เท่านี้ก็จะค่อยๆ มองข้อมูลได้ลึกขึ้น คิดเป็นระบบขึ้น และกลายเป็น Analyst ที่ไม่ได้เก่งแค่เทคนิค but เข้าใจธุรกิจด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะองค์กรไหน ก็ต้องการแบบสุดใจครับ
Leave a Reply