ก่อนจะไปเข้าเนื้อหากัน แอดขอบอกก่อนเลยว่า

“หัวข้อนี้มันแวบเข้ามาในหัวแบบสั้นมากๆ และเผอิญจริงๆที่แอดจดไว้ทัน”

เลยเอามาเป็นบทความซะเลย! เพราะงั้น มันจะไม่เป็นบทความเชิงวิชาการสักเท่าไหร่นะครับ มันจะเป็นภาษาที่ค่อนข้างจะมีความกันเองเป็นหลัก แล้วก็ อาจจะเหมือนฟังแอดพูดอยู่บ้าง(เหมือนใน Youtube เด้ะๆ)

เข้าเรื่อง!

Econ หรือเศรษฐศาสตร์ จากมุมมองคนจบ Econ

สมัยที่แอดเรียน(ย้อนไปนานจัด)คณะนี้ ตอนเรียนจบพูดตามตรงยังไม่รู้เลยว่าตอนจบแล้ว จะเป็นอะไร จะไปทำงานอะไร อยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตแบบไหน สมัครงานมั่วไปหมด(จำได้เลยว่างานแรกที่ได้ offer แต่ไม่เอา เป็นงานเกี่ยวกับค่ายหนัง ที่กรุงเทพ)

สรุปได้ไปบวชเป็นพระ 55555 เพราะพ่อกับแม่ขอไว้ละ ตามธรรมเนียมของตระกูล(ก็ว่ากันไป เราขอเงินเค้าเรียน เค้าขอแค่บวช จะไปยากเย็นอะไร!) เพราะฉะนั้น Originally แล้ว งานแรกของแอดจริงๆคือ “พระ”

ขอพาเข้าเรื่องมุมมอง จำได้ว่าตอนบวช แอดว่ามันสงบดีนะ เลยได้มีโอกาสคิดทบทวนชีวิต พอคิดคร่าวๆได้ว่าไอ้สิ่งที่เราเรียนมา คณะ เพื่อน แฟน เรื่องราว วิชาต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดชีวิตมหาลัยเนี่ย อ่าวเห้ย! นี่มันไม่ใช่อาชีพ แต่มันเป็นเรื่องของ “SKILL” หรือถ้าภาษาไทยก็คือ “ทักษะ”

ใช่! เราเรียนเรื่องของ “ทักษะ” มาตลอดเลย 4 ปี (ขอบคุณเพื่อนทุกคนมากๆ ที่ช่วยกันเรียน ช่วยกันดันจนจบ)

สิ่งที่เราเรียนมันไม่ใช่เรียนไปเพื่อประกอบอาชีพโดยตรงเหมือนกับ แพทย์ วิศวะ หรืออย่างสายอื่นๆที่เป็นเรื่องเฉพาะๆไป

(ตายละ มาตกตะกอนได้ตอนเรียนจบ 555555 ช้าไปไหมเนี่ย)

แรงงานกับ Skill ที่เหมือนเป็ด

มองในแง่ร้าย จะเหมือนว่าเราเสียเปรียบและเสียเวลาสายที่เป็นวิชาชีพตั้งแต่แรก แต่มองในแง่ดี

“เรามันสามารถไปได้ทุกที่เลยนี่หว่า”

ใช่! เพราะการเรียนสายอะไรก็ตามที่เป็น Skill แบบนี้ มันสามารถเปิดโอกาสให้หัวเราสามารถคิดได้ว่า

“เราไม่จำเป็นต้องทำงานตรงสายก็ได้นะเพื่อน”

เรียนจบปุ้ปเป็นพระ(โดยจำเป็น) จากนั้นด้วยความที่บ้านมีบริษัท Agency เรียนต่อ เลยถูกพี่ส่งไปอยู่ที่ฟิลิปปินส์เพื่อชุบตัวเรื่องภาษาอังกฤษผ่านการเรียนและทำงาน ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่เมกา(แต่วีซ่าไม่ผ่าน เลยพับโครงการ) อยู่ที่ฟิลิปปินส์ประมานเกือบปีได้ และก็ไปเรียนต่อที่เกาหลี แล้วจึงกลับมาไทยอีกรอบ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะทำไรต่อ(ดีวะ?)

ตอนที่วีซ่าไม่ผ่าน แอดก็งงๆเหมือนกันครับ งงไปหมด ทำไรต่อดี(เห็นเหมือนกับว่าตอนนั้น พี่จะดันให้ไปเรียนต่อที่ออสแทน แต่แกไม่ได้พูดอะไร) จากนั้นแอดเริ่มเดินสายสมัครงานเองเลยละกัน 5555 สรุปกลับมาได้งานยาว ทำมาเรื่อยๆจนถึงวันนี้ จากนั้นก็เป็นเรื่องราวอย่างที่ผมเล่าบ่อยๆในวิดีโอ(ไปหาฟังกันเด้อ)

ความยืดหยุ่นในชีวิตเกิดขึ้นละ และที่สำคัญ เราก็รับมือมันได้ นี่(แต่ตอนนั่นยังไม่รู้สึกเลยว่า มันคือสิ่งที่เราเรียนมา)

ใจความหลักของ Econ คือ ‘การเลือก’

แอดจำเรื่องนึงได้(ถึงแม้แอดจะจำได้แค่ไม่กี่เรื่องของเรื่องที่เรียน 5555) มันคือเรื่องของ ‘ค่าเสียโอกาส’

สิ่งนี้คือต้นทุนอย่างนึง ที่เราต้องเสียไป เมื่อเราได้เลือกอะไรสักอย่างนึงไปแล้ว

แอดขอยกตัวอย่างจะได้เห็นภาพมากขึ้น อย่างเช่น ถ้าแอดเลือกที่จะทำงานประจำ โอกาสไปเรียนต่อก็จะหายไป ถ้าแอดเลือกไปเรียนต่อ ค่าเสียโอกาสของแอดก็คือชีวิตในการทำงาน

เพราะทุกอย่างที่เราไม่ได้เลือกมันคือ ‘ค่าเสียโอกาส’

แพงไม่แพง ก็ลองตีตารางคำนวนด้วย Excel หรือ Google Sheet ดูก็ได้

(จะว่าไปแล้ว เขียนเรื่องนี้ก็สนุกดีเหมือนกันนะเนี่ย แอดพิมพ์รัวๆเลย)

ใช่ฮะ และ Econ นี่แหละ ที่แอดนึกไปนึกมาว่า ‘มันคือวิชาที่สอนให้เราเลือกเป็น’ นั่นเอง !

ใกล้ Climax ของบทความละทุกคน 5555 (อย่าพึ่งทิ้งกันไป แอดกำลังคันมือ)

ค่าเสียโอกาสที่จ่ายไป คุ้มไหมกับสิ่งที่เลือก ?

ขอขยายความเรื่อง ‘ค่าเสียโอกาส’ สักหน่อยนะครับ

ทุกวันนี้แอดยังขอบคุณคณะนี้อยู่ทุกครั้ง ที่สอนให้แอดเรียนเรื่องนั่นเรื่องนี้เยอะมาก แต่กลายเป็นว่า ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เอามาใช้ได้ทั้งหมด(เราหยิบจับมาใช้แค่บางส่วน) กลายเป็นว่าเรามี skill ในเรื่องของการที่จะเรียนเรื่องใหม่ๆอยู่ตลอด แต่จะเป็นการเรียนที่แบบว่าไม่ได้ go though แบบลึกซึ้ง เรียนเอาพอประมาน เรียนพอเข้าใจสิ่งที่เป็น core ของเรื่องนั้น — ไอ้นี่แหละ มันคือ ‘เป็ด’ ดีๆนี่เอง!

เรื่องของค่าเสียโอกาสก็เช่นกัน

ทุกครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเหตุการณ์สำคัญ เรื่องน้อยใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันจะมีการ ‘ตัดสินใจ’ เข้ามาร่วมด้วยเสมอ

“ใส่ชุดนี้ ไปทางนั้น กินอันนี้” — อะไรแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจหมดเลย

และแน่นอนว่า ทุกครั้งที่จะต้องตัดสินใจทำอะไร เราจะไม่ได้มาคิดมากขนาดที่ว่า “ไอ้สิ่งที่เราไม่ได้เลือกนั้น มันคุ้มค่าไหมที่จะไม่เลือก ?”

แต่เราจะคิดว่า ‘สิ่งที่เราเลือก’ มันคุ้มค่าไหม แบบนี้ซะมากกว่า (ถูกต้องไหมครับ ? — หลังจากนี้ ลองคิดแบบบรรทัดด้านบนดูได้นะ คิดแบบนักเศษฐศาสตร์(ตัวปลอมอย่างแอดเอง) 5555)

Data มาเกี่ยวข้องยังไง ?

นั่นแหละ มาได้ยังไงก่อน!

คือเรื่องของการวิเคราะห์เนี่ย แต่ก่อนแอดคิดว่ามันคือ skill ที่โหดมากๆ คนที่สามารถพูดได้อย่างฉะฉาน กับ presentation ที่สวยงาม(และแอดดูไม่เข้าใจ) แม่ง คนแบบนี้คือคนที่เก่งมากๆ พี่ทำได้ยังไง พรสวรรค์จัดๆ

แต่พอได้เรียนหลายๆวิชา เอาเข้าจริง เราก็ทำได้นี่หว่า เราก็ present ได้นี่ (มีวิชานึงของคณะศึกษาศาสตร์มั้งนะครับ ที่เหมือนกับบังคับให้เราต้อง present หน้าชั้นเลย) แอดก็ลุยเลย — แต่ประเด็นคือมันต้องใช้เวลาฝึก อะไรแบบนี้มันใช้เวลา

ซึ่งพอมองมาที่เรื่อง Data แอดคิดว่า “Data” ช่วยได้เยอะเลยนะ ในเรื่องของการ “ตัดสินใจ” เพราะถ้าเราสามารถใช้ Data เป็น, อ่าน Data ออก จะช่วยให้เราสามารถใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่ เป็นเหมือนกับ supporter หรือ back up หรืออาจจะเรียกว่าเป็น ‘หลักฐาน’ ในการตัดสินใจครั้งสำคัญๆในชีวิตได้เลย

แต่ต้องไม่ลืมว่าข้อมูลที่มีต้อง ‘ดี’ ด้วยนะ

‘ตัดสินใจดี ชีวิตก็ดีตาม’

เห็นไหมครับ ว่ามันเกี่ยวข้องกัน จะตัดสินใจได้ดี ‘ก็ต้องมี Data ที่ดีที่คอย Support ด้วย’

สรุป

จริงๆเรียนอะไรมาก็สำคัญครับ(ใครบอกไม่สำคัญ) แต่จะสำคัญมากกว่านั้นได้อีกเยอะ ถ้าเราได้เอาสิ่งที่เรียน มาปรับเข้ากับชีวิตของเราเป็น อย่างตอนแรก แอดก็แทบจะไม่ชอบเลยคณะนี้ เรียนอะไรไม่เข้าใจงง แต่พอไปๆมาๆ ได้ทั้งวิธีการเลือก ได้ทั้งวิธีการพูด ได้เข้าใจธุรกิจ ระบบนั่นนี่ ซึ่งมันคือ ‘ศาสตร์แห่งชีวิต’ จริง (อันนี้ไม่ได้มาแนะแนวนะ อยากเรียนอะไรไปเลือกเองนะ สำหรับน้องๆที่กำลังจะเข้ามหาลัย)

เรื่องของ data เข้ามาช่วยเยอะมากๆ ในเรื่องของการที่จะตัดสินใจเรื่องใดเรื่องนึงในชีวิต การตัดสินใจ 1 ครั้ง สามารถพาชีวิตไปได้หลายแบบมากๆ เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลาที่จะต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต อยากให้ใช้ data เข้ามาประกอบให้เยอะๆนะครับ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *