1
ความแตกต่างระหว่าง Data Analytics, Data Science, BI และ Data Engineering — Analytics Marvel
Progress
0%
Analytics Marvel
บทที่ 2 · แนะนำภาพรวมของ Data Analytics · ตอนที่ 2 / 6

Data Analytics vs Data Science vs BI vs Data Engineering

นี่คือ 4 คำที่คนสับสนกันบ่อยที่สุดในสายงานข้อมูล บางบริษัทก็เรียกปนกันไปหมด บทนี้ผมจะแยกให้ชัดเจนทีละคำ เพื่อให้เข้าใจว่าตัวเองกำลังเรียนอะไรอยู่ และงานที่เรียนจบแล้ว จะไปสมัครตำแหน่งไหนได้บ้าง

01 ทำไมสี่คำนี้ถึงถูกใช้ปนกันตลอด

สาเหตุหลักคือทั้ง 4 สายงานนี้ทำงานอยู่ใน “วงจรข้อมูล” เดียวกัน แค่รับผิดชอบคนละช่วงเท่านั้น บางบริษัทขนาดเล็กอาจให้คนคนเดียวทำทุกอย่างรวมกัน จึงเรียกตำแหน่งว่าอะไรก็ได้ที่ฟังดูเข้าท่า ทำให้ขอบเขตงานจริงเบลอไปหมด บทนี้จะช่วยให้คุณแยกออกว่าตอนนี้กำลังฝึกทักษะของฝั่งไหนอยู่

02 Data Analytics — มองย้อนอดีต ตอบคำถาม “เกิดอะไรขึ้น”

ทบทวนจากบทที่แล้วสั้นๆ ครับ Data Analyst เน้นเอาข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ ให้คำถามทางธุรกิจที่ชัดเจน เช่น “ทำไมยอดขายตก” หรือ “ลูกค้ากลุ่มไหนซื้อซ้ำบ่อยที่สุด” เครื่องมือหลักคือ Excel, SQL, Power BI/Tableau และ Python ในระดับที่ใช้วิเคราะห์และแสดงผล เป็นสายที่ เน้นการตีความและสื่อสาร insight ให้คนในองค์กรเข้าใจง่ายที่สุด

03 Data Science — มองไปข้างหน้า สร้างโมเดลทำนายอนาคต

Data Scientist ทำงานคล้าย Data Analyst ในช่วงต้น แต่ไปไกลกว่านั้นมาก โดยใช้สถิติขั้นสูงและ Machine Learning มาสร้าง “โมเดล” ที่ทำนายหรือจำแนกสิ่งต่างๆ ได้อัตโนมัติ เช่น ระบบแนะนำสินค้า (Recommendation System) หรือโมเดลตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์

ความต่างสำคัญคือ Data Analyst ตอบคำถามด้วยการวิเคราะห์ตรงไปตรงมา ส่วน Data Scientist สร้างระบบที่ตัดสินใจแทนคนได้ในระดับหนึ่ง ต้องใช้พื้นฐานคณิตศาสตร์/สถิติที่ลึกกว่า และเขียนโค้ด (มักเป็น Python) เป็นหลักในการทำงานทุกวัน

04 Business Intelligence (BI) — ทำให้ข้อมูลมองเห็นได้ทั้งองค์กร

BI เป็นสายที่ใกล้เคียง Data Analytics มากที่สุด จนบางบริษัทใช้ชื่อตำแหน่งแทนกันได้เลย แต่ BI Analyst หรือ BI Developer จะเน้นหนักไปที่การสร้างระบบ Dashboard และรายงานที่ “อัปเดตอัตโนมัติ” ให้คนทั้งองค์กรเข้าถึงข้อมูลล่าสุดได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้ Analyst มานั่งทำรายงานใหม่ทุกครั้ง

พูดง่ายๆ คือถ้า Data Analyst คือคนตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเป็นครั้งๆ ไป BI Developer คือคนที่ สร้าง “ระบบ” ให้ทุกคนในบริษัทตอบคำถามพื้นฐานของตัวเองได้ตลอดเวลาผ่าน Dashboard ที่วางไว้ล่วงหน้า

05 Data Engineering — วางท่อส่งข้อมูลให้คนอื่นใช้ต่อ

ก่อนที่ Analyst หรือ Scientist จะได้ข้อมูลมาใช้งาน ต้องมีคนที่เตรียม “โครงสร้างพื้นฐาน” ไว้ก่อน นั่นคือหน้าที่ของ Data Engineer — สร้างระบบดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง (Pipeline) จัดเก็บในฐานข้อมูล หรือ Data Warehouse ให้พร้อมใช้งาน และดูแลให้ข้อมูลไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ถูกต้อง ไม่ขาดตอน

ถ้าเปรียบทั้งวงจรข้อมูลเป็นโรงงานผลิตน้ำดื่ม Data Engineer คือคนสร้างท่อส่งน้ำ และระบบกรอง Data Analyst คือคนตรวจคุณภาพน้ำและรายงานผล Data Scientist คือคนคิดค้นสูตรกรองน้ำแบบใหม่ที่ดีขึ้น ส่วน BI Developer คือคนติดตั้งก๊อกน้ำอัตโนมัติให้ทุกบ้านกดใช้เองได้

06 ตารางเปรียบเทียบแบบเห็นภาพรวมในหน้าเดียว

สายงานโฟกัสหลักเครื่องมือหลักคำถามที่ตอบ
Data Analystวิเคราะห์ & สื่อสาร insightExcel, SQL, Power BI/Tableauเกิดอะไรขึ้น และทำไม
Data Scientistสร้างโมเดลทำนายPython, ML librariesจะเกิดอะไรต่อไป
BI Developerสร้างระบบรายงานอัตโนมัติPower BI, Tableau, SQLตอนนี้สถานะเป็นยังไง (real-time)
Data Engineerสร้างและดูแล data pipelineSQL, Python, Cloud (AWS/GCP)ข้อมูลอยู่ตรงไหน พร้อมใช้ไหม

07 เส้นทางที่ทับซ้อนกัน และการเติบโตในสายอาชีพ

ข่าวดีคือ 4 สายงานนี้ไม่ได้แยกขาดจากกันเด็ดขาด หลายคนเริ่มจาก Data Analyst แล้วค่อยๆ ขยับไปทาง Data Science หรือ Data Engineering ตามความถนัดและความสนใจในภายหลัง เพราะพื้นฐาน SQL และการทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้จากการเป็น Analyst นั้นใช้ได้กับทุกสายงาน

เส้นทาง 1
Analyst → Senior Analyst → Analytics Manager

เติบโตในสายวิเคราะห์และบริหารทีม เน้นความเข้าใจธุรกิจลึกขึ้นเรื่อยๆ

เส้นทาง 2
Analyst → Data Scientist

ต่อยอดด้วยสถิติขั้นสูงและ Machine Learning เพื่อสร้างโมเดลทำนาย

เส้นทาง 3
Analyst → Analytics Engineer

โฟกัสการสร้างระบบข้อมูลและ pipeline ให้ทีมอื่นใช้ต่อได้สะดวก

เส้นทาง 4
Analyst → Product Analyst

เจาะลึกด้านผลิตภัณฑ์ ทำงานใกล้ชิดกับทีม Product และ Growth

08 เช็คว่าเราเหมาะกับสายไหนที่สุด

💬

ชอบเล่าเรื่องด้วยข้อมูลให้คนเข้าใจ

น่าจะสนุกกับสาย Data Analytics หรือ BI ที่เน้นการสื่อสาร insight เป็นหลัก

🧮

ชอบคณิตศาสตร์ สถิติ และอยากสร้างโมเดล

ลองมองเป้าหมายระยะยาวไปทาง Data Science เพิ่มเติมได้

🛠️

ชอบออกแบบระบบและโครงสร้างเบื้องหลัง

อาจถูกจริตกับสาย Data Engineering มากกว่าในระยะยาว

09 คำศัพท์ตำแหน่งงานที่ควรรู้จักเพิ่มเติม

นอกจาก 4 สายงานหลักที่เรียนไปแล้ว ตลาดงานยังมีตำแหน่งลูกผสมที่แตกแขนงออกมาอีกหลายตัว ซึ่งอาจเจอในประกาศรับสมัครงานจริง การรู้จักไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้อ่าน job description เข้าใจง่ายขึ้นมาก

Analytics Engineer
กึ่ง Analyst กึ่ง Engineer

สร้างและดูแลระบบข้อมูลให้ทีม Analyst ใช้ต่อได้สะดวก เน้น SQL หนักมาก

ML Engineer
นำโมเดลของ Data Scientist ไปใช้งานจริง

รับผิดชอบการนำโมเดลที่ Data Scientist สร้างไปติดตั้งใช้งานในระบบจริง

Data Architect
ออกแบบโครงสร้างข้อมูลระดับองค์กร

วางแผนภาพรวมว่าข้อมูลทั้งองค์กรควรจัดเก็บและเชื่อมโยงกันอย่างไร

คอร์สนี้ทั้งหมดโฟกัสที่การเป็น Data Analyst เป็นหลัก แต่ทักษะ SQL, Python และการทำความเข้าใจข้อมูลที่จะได้จากคอร์สนี้ คือรากฐานเดียวกับอีก 3 สายงานเลยครับ เรียนจบแล้วจะต่อยอดไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น — บทถัดไปเราจะไปดูกันว่าการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งเป็นกี่ประเภท และแต่ละแบบใช้ตอนไหน
แบบฝึกหัดท้ายบท

ลองค้นหาประกาศรับสมัครงานจริง 3 ตำแหน่งที่มีคำว่า “Data” ในชื่อตำแหน่ง (จาก LinkedIn, JobThai หรือเว็บไหนก็ได้) แล้วตอบคำถามนี้:

  1. แต่ละตำแหน่งเข้าข่ายสายงานไหนจาก 4-7 สายที่เรียนไปในบทนี้
  2. job description พูดถึงเครื่องมืออะไรบ้าง ตรงกับที่เรียนในบทนี้ไหม
  3. ถ้าจะสมัครตำแหน่งนั้นตอนนี้ คิดว่าตัวเองขาดทักษะอะไรอยู่บ้าง

แนะนำให้จดตำแหน่งงานและข้อสังเกตลงสมุดของคุณครับ จะช่วยให้เทียบ ความก้าวหน้าของตัวเองได้ตอนเรียนจบคอร์ส