
เกริ่นนำ ถ้าใครเคยเปิด YouTube แล้วเจอคลิป “lofi girl” นั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง พร้อมเสียงดนตรีเบาๆ แบบไม่มีเนื้อร้อง คุณไม่ได้หลงมาอยู่คนเดียวนะครับ…ผมก็เป็นอีกคนที่เปิดเพลง Lofi แบบนี้แทบทุกวัน โดยเฉพาะตอนทำงานด้าน Data Analytics ที่ต้องใช้สมาธิในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบจริงจัง เพลงพวกนี้มันช่วยให้ผมโฟกัสได้ดีขึ้นมาก แบบที่ไม่ต้องใช้คาเฟอีนเลยก็ว่าได้ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง ไม่มีท่อนฮุกติดหู ถึงกลับทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น ? โดยเฉพาะงานที่ต้องคิดเยอะๆ อย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล, สร้าง Dashboard หรือสรุป Insight จากข้อมูลก้อนใหญ่ๆ วันนี้ผมเลยอยากชวนคุยเรื่องนี้ในแบบเพื่อนหรือพี่ชายคนนึง ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเสียงเพลงและข้อมูลแทบทุกวัน ว่า “เพลง Lofi” มันไม่ใช่แค่เพลงเท่ๆ ที่เปิดกล่อมตอนฝนตก แต่มันคือ เครื่องมือลับ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ คนยุคใหม่ที่นิยมฟังเพลงระหว่างทำงาน ทุกวันนี้ ถ้าคุณเดินเข้าไปในออฟฟิศ Co-working space หรือแม้แต่เปิดกล้องประชุมกับเพื่อนร่วมงาน ก็แทบจะแน่ใจได้เลยว่า อย่างน้อย 1 ใน 3 คนจะใส่หูฟังอยู่ และใช่ครับ…พวกเขากำลังฟังเพลงระหว่างทำงานกันอยู่ การฟังเพลงระหว่างทำงานกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนยุคนี้…

สวัสดีครับนักอ่านทุกคนวันนี้แอดเอาเรื่องดีปๆมาฝาก (เดี๋ยวๆ 555) เรื่องเกี่ยวกับการใช้สมองที่ 2 เห็นไหม แค่เห็นชื่อหัวข้อ ก็เริ่มกาวแล้ว แต่ว่าเดี๋ยวก่อน เรื่องนี้ ไม่ได้กาวอย่างที่คิด! เชื่อไหมครับ ว่าจริงๆแล้วเราสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมองที่ 2” ได้โดยมันจะช่วยเราในเรื่องการเรียนในการรับรู้เรื่องต่างๆในชีวิตของเราได้ และแน่นอนว่า มันทำได้จริงๆ ไม่ได้กาวแม้แต่นิดเดียว 😂 สมองที่ 2 คืออะไร ? คำว่าสมองที่ 2 มีแนวคิดมาจากนักเขียนที่ชื่อว่า Tiago Forte โดยจริงๆแล้วเค้าได้ให้นิยามของสมองที่ 2 เอาไว้อยู่แล้ว (ไปหาอ่านกันเองนะ)นี่คือความหมายของแอดอยากจะเพิ่มเติมให้ได้ลองอ่านกัน สมองที่ 2 (Second brain) คือ สมองสำรองที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บ คิดประมวล แสดงข้อมูลที่ผ่านเข้ามาด้วยโสตประสาทไหนก็ตาม (ตา หู จมูก ปาก etc.) โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงาน จากสมองหลักของเรา “สมองของเรา มีหน้าที่ในการคิด ไม่ใช่มีหน้าที่ในการจำ” สมองหลักของเราสามารถคิด สร้างสรรค์ idea…

มาละ นี่น่าจะเป็นบทความในตำนานที่ทุกคนต้องอยากอ่าน แอดคิดไว้อยู่แล้ว ว่ายังไงสักวันนึง แอดคงต้องเขียนแหละ! 😌 [อุตส่าห์จะกั้กไว้นานๆ 555+ อยากให้ทุกคนติดตามกันไปเรื่อยๆนะฮะ] แอดมั่นใจเลยว่า 100 ทั้ง 100 ของคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ คือคนที่ “กำลัง” คิดที่จะย้ายงานจากงานปัจจุบัน ไปทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ Data (ฮั้นแหน่ DA บางคนกำลังแอบอ่านอยู่ก็มี รู้นะๆ) นี่อาจเป็นตัวอย่างเหตุผลที่คนส่วนใหญ่มีเหมือนๆกัน และอีกพันหมื่นเหตุผล (เพลงวง Klear เข้ามาในหัวเลย 🤣) แอดเลยตั้งใจที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นมาให้เป็นเหมือนกับ Career Guide ฉบับนึง มอบให้กับทุกคนที่ต้องการจะย้ายมาทำงานในสายงานนี้นะครับ 🙂 อ่านไปแล้วไม่ได้ลงมือทำ = ไม่ได้อะไรเลย ประโยคข้างบนนี่เรื่องจริง 👆🏻 ขอให้โชคดีกับเส้นทางที่เลือกนะค้าบ (คำเตือน บทความนี้ยาวมาก น่าจะใช้เวลาในการอ่านขั้นต่ำประมาณ 5 นาที) “ถ้าคุณล้ม อย่าล้มเลิก” – Seneca Background ที่(อาจจะ)ต้องมีความเกี่ยวข้อง แอดจะไม่เล่าประวัติแอดเด้อ เพราะน่าจะฟังกันจนเบื่อแล้ว แต่ถ้าอยากฟังนี่เลย…