Category: การพัฒนาตัวเอง


  • เทคนิคสื่อสารภาษา Data ให้ทุกคนเข้าใจได้ — จากตัวเลขน่าเบื่อสู่เรื่องที่ทุกคนอยากฟัง

    ผมเคยนั่งฟัง presentation ที่มีข้อมูลแน่นมาก แม่นยำ และวิเคราะห์มาอย่างดี แต่ฟังจบแล้วคนในห้องประชุมก็พยักหน้าแล้วก็ “ไม่ได้ทำอะไรต่อ” (คน present คนนั้น ผมก็เคยเป็นมาก่อนด้วย) และผมก็เคยฟัง presentation อีกแบบที่ข้อมูลไม่ได้ละเอียดมากนัก แต่คนฟังออกจากห้องไปพร้อมกับรู้ว่าต้องทำอะไร ความต่างของสองอย่างนี้ไม่ใช่คุณภาพของข้อมูลครับ แต่เป็นวิธีที่คนนำเสนอมันออกมา ปัญหาที่เจอบ่อยมากในวงการ data คือคนที่เก่งเรื่องวิเคราะห์ข้อมูลมักไม่ถนัดเรื่องสื่อสาร และคนที่สื่อสารเก่งมักไม่มีพื้นฐาน data มากพอที่จะอธิบายให้แม่นยำ บทความนี้เลยอยากพูดถึงทักษะที่อยู่ตรงกลางครับ นั่นคือการเอาข้อมูลจริงๆ มาเล่าให้คนที่ไม่ได้ทำงานกับ data ทุกวันฟังแล้วเข้าใจและลงมือทำต่อได้ เข้าใจก่อนว่าคนฟังไม่ได้สนใจ data เขาสนใจแค่คำตอบ นี่คือสิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด คนที่ทำงานกับ data มักตกหลุมพรางอย่างหนึ่งคือคิดว่าถ้าแสดงข้อมูลให้ครบและถูกต้อง คนฟังจะสรุปเองได้ว่าควรทำอะไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนฟังส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่ง process ข้อมูลในหัวพร้อมกับเราครับ เขามาเพื่อรับคำตอบเท่านั้น ลองเปลี่ยนวิธีเริ่ม presentation ดูครับ แทนที่จะเริ่มด้วย “วันนี้เราจะมาดูข้อมูลยอดขายในไตรมาสที่ผ่านมา” ลองเริ่มด้วย “ยอดขายของเราตกลง 15% และผมรู้แล้วว่าทำไม เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง” สองประโยคนี้มีข้อมูลเท่ากันครับ แต่ประโยคที่สองทำให้คนฟังอยากฟังต่อทันที เพราะมันสัญญาว่าจะมีคำตอบรออยู่ หลักการง่ายๆ…

  • Data กับการเงินส่วนตัว — ใช้ข้อมูลวางแผนเกษียณและลงทุนให้ดีขึ้น

    มีคำถามที่ผมได้ยินบ่อยมากจากคนรอบข้างครับ “เดือนนี้ไม่รู้เงินหายไปไหน” หรือ “อยากเก็บเงินแต่ไม่เคยเก็บได้จริงๆ” หรือแย่กว่านั้นคือ “รู้ว่าควรลงทุนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง” ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการที่คนไทยขยันไม่พอหรือฉลาดไม่พอครับ มันเกิดจากการที่เราตัดสินใจเรื่องเงินโดยใช้ความรู้สึกและความคาดหวังที่คลุมเครือ แทนที่จะใช้ข้อมูลจริงๆ คนที่บอกว่าตัวเองประหยัดแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเดือนที่แล้วจ่ายค่าอาหารไปเท่าไหร่ คนที่บอกว่าอยากเกษียณตอนอายุ 55 ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คำนวณว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะทำได้จริง และคนที่บอกว่าลงทุนอยู่ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า portfolio ของตัวเองให้ผลตอบแทนจริงๆ เท่าไหร่เมื่อหักค่าธรรมเนียมและเงินเฟ้อออกแล้ว Data เปลี่ยนตรงนี้ครับ ไม่ใช่เพราะมันวิเศษ แต่เพราะมันทำให้ความจริงที่ไม่อยากเผชิญกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าใจพฤติกรรมเงินของตัวเองก่อน แล้วค่อยแก้ ก่อนจะพูดถึงการลงทุนหรือการวางแผนเกษียณ ต้องพูดถึงสิ่งที่พื้นฐานที่สุดก่อนครับ นั่นคือการเข้าใจว่าตัวเองใช้เงินยังไงอยู่ในปัจจุบัน นักจิตวิทยาด้านการเงินมีคำว่า “money blind spot” ครับ คือพื้นที่ในการใช้เงินที่เรามองไม่เห็นตัวเองเพราะไม่ได้ติดตาม คนส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองจ่ายค่าเช่าเท่าไหร่ รู้ค่าผ่อนรถ แต่ไม่รู้ว่าจ่ายค่ากาแฟไปเดือนละเท่าไหร่ จ่าย subscription ต่างๆ รวมกันเท่าไหร่ หรือออกไปกินข้าวนอกบ้านบ่อยแค่ไหน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ categorize รายจ่ายย้อนหลัง 3 เดือนครับ ไม่ว่าจะใช้แอปหรือ spreadsheet ก็ได้ แค่แบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ครบ อาหาร การเดินทาง ความบันเทิง สุขภาพ…

  • Data กับการศึกษา – เรียนให้ดีขึ้นด้วยข้อมูล

    มาลองนึกดู ผมจำได้ว่าตอนเรียนหนังสือ มีวิชาที่เข้าใจไวมาก และมีวิชาที่ต้องอ่านซ้ำหลายรอบกว่าจะเก็ท แต่ว่าในห้องเรียน ครูสอนทุกคนในความเร็วเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน วิธีเดียวกัน ถ้าเกิดว่าคุณโชคดี จังหวะของคุณตรงกับจังหวะของครู คุณก็เรียนได้ดี ถ้าไม่ตรง ก็แล้วแต่ดวงครับ ปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดของครูหรือนักเรียน มันเป็นข้อจำกัดของระบบที่ออกแบบมาเพื่อสอนคนจำนวนมากพร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีมันก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกแล้วครับ เพราะ data และเทคโนโลยีกำลังทำให้การศึกษาแบบ “ไซส์เดียวใส่ได้ทุกคน” กลายเป็นอดีต และเปิดทางให้การเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อตัวเราแต่ละคนได้จริงๆ ปัญหาของห้องเรียนแบบเดิมที่ data เห็นชัดกว่าความรู้สึก ลองดูตัวเลขง่ายๆ กันก่อนครับ ในห้องเรียน 40 คน ถ้าครูสอนในความเร็วที่พอดีกับนักเรียนที่อยู่ตรงกลาง คนที่เข้าใจเร็วกว่าจะเบื่อและรอ คนที่ต้องการเวลามากกว่าจะตามไม่ทันและเริ่มหลุดจากเรื่องที่เรียน ทั้งสองกลุ่มนี้รวมกันอาจเป็นครึ่งหนึ่งของห้องเรียน แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เราไม่เคยรู้แน่ชัดว่านักเรียนแต่ละคนหลุดตรงไหน ครูรู้ได้แค่ตอนสอบ ซึ่งก็สายเกินไปแล้วสำหรับการแก้ไขในเทอมนั้นๆ Data มันจะเข้ามาเปลี่ยนตรงนี้ครับ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ดีสามารถเห็นได้แบบ real-time ว่านักเรียนใช้เวลากับเนื้อหาไหนนานผิดปกติ ทำข้อไหนผิดซ้ำๆ หรือข้ามเนื้อหาตรงไหนไปโดยไม่อ่านมันเลย สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่มีค่ามากกว่าคะแนนสอบปลายเทอม เพราะมันบอกได้ว่าปัญหาเกิดที่ไหนและเมื่อไหร่ Adaptive Learning คืออะไร และทำงานยังไงในทางปฏิบัติ Adaptive Learning คือระบบการเรียนที่ปรับตัวตามผู้เรียนแต่ละคนในแบบ…