
ก่อนจะไปเข้าเนื้อหากัน แอดขอบอกก่อนเลยว่า “หัวข้อนี้มันแวบเข้ามาในหัวแบบสั้นมากๆ และเผอิญจริงๆที่แอดจดไว้ทัน” เลยเอามาเป็นบทความซะเลย! เพราะงั้น มันจะไม่เป็นบทความเชิงวิชาการสักเท่าไหร่นะครับ มันจะเป็นภาษาที่ค่อนข้างจะมีความกันเองเป็นหลัก แล้วก็ อาจจะเหมือนฟังแอดพูดอยู่บ้าง(เหมือนใน Youtube เด้ะๆ) เข้าเรื่อง! Econ หรือเศรษฐศาสตร์ จากมุมมองคนจบ Econ สมัยที่แอดเรียน(ย้อนไปนานจัด)คณะนี้ ตอนเรียนจบพูดตามตรงยังไม่รู้เลยว่าตอนจบแล้ว จะเป็นอะไร จะไปทำงานอะไร อยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตแบบไหน สมัครงานมั่วไปหมด(จำได้เลยว่างานแรกที่ได้ offer แต่ไม่เอา เป็นงานเกี่ยวกับค่ายหนัง ที่กรุงเทพ) สรุปได้ไปบวชเป็นพระ 55555 เพราะพ่อกับแม่ขอไว้ละ ตามธรรมเนียมของตระกูล(ก็ว่ากันไป เราขอเงินเค้าเรียน เค้าขอแค่บวช จะไปยากเย็นอะไร!) เพราะฉะนั้น Originally แล้ว งานแรกของแอดจริงๆคือ “พระ” ขอพาเข้าเรื่องมุมมอง จำได้ว่าตอนบวช แอดว่ามันสงบดีนะ เลยได้มีโอกาสคิดทบทวนชีวิต พอคิดคร่าวๆได้ว่าไอ้สิ่งที่เราเรียนมา คณะ เพื่อน แฟน เรื่องราว วิชาต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดชีวิตมหาลัยเนี่ย อ่าวเห้ย! นี่มันไม่ใช่อาชีพ แต่มันเป็นเรื่องของ “SKILL”…

ร้านอาหารตามสั่งบ้านเรามีเยอะมากครับ และส่วนใหญ่ก็อร่อยพอๆ กัน แต่ทำไมบางร้านอยู่ได้ 10 ปี บางร้านปิดใน 6 เดือน? ผมเชื่อว่าปัจจัยหนึ่งที่คนมักมองข้ามคือ การรู้จักธุรกิจตัวเองจากข้อมูล ไม่ใช่แค่ความรู้สึก เจ้าของร้านตามสั่งส่วนใหญ่รู้ว่าวันไหนยุ่ง วันไหนเงียบ เมนูไหนขายดี แต่ “รู้สึกว่ารู้” กับ “รู้จริงจากตัวเลข” มันต่างกันมาก และความต่างนั้นอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างร้านที่ขยายสาขาได้กับร้านที่วนซ้ำปัญหาเดิมทุกเดือน บทความนี้ผมจะพาไปดูว่าร้านอาหารตามสั่งธรรมดาๆ ที่ไม่มีงบซื้อระบบแพงๆ จะเริ่มใช้ data analytics ได้ยังไง โดยเริ่มจาก Google Form และ Google Sheet ที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ข้อมูลอะไรที่ร้านตามสั่งควรเก็บตั้งแต่วันแรก ก่อนจะพูดถึงเครื่องมือ ต้องรู้ก่อนว่าจะเก็บอะไร เพราะถ้าเก็บผิดก็ได้ข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ สำหรับร้านตามสั่ง ข้อมูลที่สำคัญมีอยู่ไม่กี่อย่าง ยอดขายรายเมนูรายวัน นี่คือพื้นฐานที่สุด แค่รู้ว่าแต่ละวันขายเมนูอะไรได้กี่จาน ราคาจานละเท่าไหร่ รวมเงินได้เท่าไหร่ ดูเรียบง่ายแต่ถ้าเก็บสม่ำเสมอสัก 2-3 เดือน จะเห็น pattern ที่มีค่ามากๆ ช่วงเวลาที่ขายดีและเงียบ บันทึกว่าช่วง 11 โมงถึงบ่ายโมงขายได้กี่จาน…

ถ้าพูดถึง Fast Fashion ชื่อของ Zara มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างแรกๆถูกต้องไหมครับ แข่งกับแบรนด์ Uniqlo และแบรนด์อื่นๆ หลายคนอธิบายความสำเร็จของ Zara ด้วยคำง่ายๆ ว่า“เก่งเรื่องแฟชั่น”“ดีไซน์ไว”“จับเทรนด์เก่ง” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ความจริงอาจไม่โรแมนติกขนาดนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ Zara ชนะคู่แข่งอย่างยั่งยืน นั่นไม่ใช่สัญชาตญาณแฟชั่นอะไรมากขนาดนั้นครับ แต่สิ่งนั้นคือ ข้อมูล (Data) Zara ไม่ได้ชนะเพราะทำนายอนาคตเก่ง แต่ชนะเพราะ รู้ความเป็นปัจจุบันเร็วกว่าแบรนด์อื่นๆ ร้านของ Zara ไม่ได้เป็นแค่หน้าร้านอย่างเดียว แต่ตัวร้านคือ Data Sensor ในขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าส่วนใหญ่ใช้ร้านค้าเป็นเพียงจุดขายZara กลับมองว่าร้านทุกสาขาทั่วโลกเป็นเหมือนกับ แหล่งเก็บข้อมูลแบบ Real-time ทุกๆวัน พนักงานหน้าร้านของ Zara จะรายงานข้อมูลที่มากกว่าแค่ยอดขายอย่างเดียวนะครับ อย่างเช่น ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ปรากฏในงบการเงินแบบเป็นตัวเลขเป้ะๆ แต่สำหรับ Zara มันคือ Gold Mine ที่สำคัญ แทนที่จะรอรายงานยอดขายทุกๆสิ้นเดือน Zara รับรู้ “เสียงของตลาด” ซึ่งก็คือตัวลูกค้านั้น แทบจะวันต่อวันนี่คือจุดเริ่มต้นของ Real-time…