
ลองนึกภาพแบบนี้กันก่อนนะครับ คุณออกจากบ้านเช้าวันจันทร์ ไฟจราจรบนถนนที่คุณใช้ประจำปรับ timing อัตโนมัติเพราะระบบรู้ว่าเส้นนี้จะหนักช่วง 8 โมงครึ่ง รถเมล์ที่คุณรอมาตรงเวลาเพราะมันรู้ว่ามีคนรอที่ป้ายนี้เยอะผิดปกติ และแอปบนมือถือแจ้งเตือนว่าฝนจะตกช่วงบ่ายสองและมีที่จอดรถในห้างใกล้ที่ทำงานว่างอยู่สามช่อง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ครับ มันเกิดขึ้นจริงในบางเมืองของโลกแล้ว และมันทำงานได้เพราะสิ่งที่เราเรียกกันว่า “data” Smart City คือเมืองที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรและบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟังดูอาจจะซับซ้อน แต่แนวคิดพื้นฐานตรงไปตรงมามากๆเลยครับ แค่เปลี่ยนจากการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ มาเป็นการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลจริงจากเมือง Smart City ทำงานยังไงในทางปฏิบัติ ? หัวใจของ Smart City คือสิ่งที่เรียกว่า sensor และ connectivity ครับ ลองนึกถึงเมืองหนึ่งที่มี sensor ติดตั้งอยู่ทั่วไป ตั้งแต่กล้องจราจรที่นับจำนวนรถ, sensor วัดคุณภาพอากาศในแต่ละย่าน, ถังขยะที่ส่งสัญญาณเมื่อใกล้เต็ม, มิเตอร์ไฟฟ้าและน้ำประปาที่ส่งข้อมูลการใช้งานแบบ real-time และสัญญาณไฟจราจรที่ปรับตามปริมาณรถจริงๆ แทนที่จะเปลี่ยนตามเวลาที่ตั้งไว้ตายตัว ข้อมูลทั้งหมดนั้นไหลเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลางของเมือง ซึ่งทีม analyst และ AI ช่วยกันวิเคราะห์และตัดสินใจว่าควรส่งรถเก็บขยะไปที่ไหนก่อน ควรเพิ่มรถเมล์บนสายไหนในช่วงเวลาไหน หรือพื้นที่ไหนที่ไฟถนนดับและต้องการการซ่อมแซม สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกและใกล้บ้านเราด้วยครับ พวกเขาสร้าง Virtual Singapore…