ลองนึกภาพแบบนี้กันก่อนนะครับ

คุณออกจากบ้านเช้าวันจันทร์ ไฟจราจรบนถนนที่คุณใช้ประจำปรับ timing อัตโนมัติเพราะระบบรู้ว่าเส้นนี้จะหนักช่วง 8 โมงครึ่ง รถเมล์ที่คุณรอมาตรงเวลาเพราะมันรู้ว่ามีคนรอที่ป้ายนี้เยอะผิดปกติ และแอปบนมือถือแจ้งเตือนว่าฝนจะตกช่วงบ่ายสองและมีที่จอดรถในห้างใกล้ที่ทำงานว่างอยู่สามช่อง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ครับ มันเกิดขึ้นจริงในบางเมืองของโลกแล้ว และมันทำงานได้เพราะสิ่งที่เราเรียกกันว่า “data”

Smart City คือเมืองที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรและบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟังดูอาจจะซับซ้อน แต่แนวคิดพื้นฐานตรงไปตรงมามากๆเลยครับ แค่เปลี่ยนจากการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ มาเป็นการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลจริงจากเมือง


Smart City ทำงานยังไงในทางปฏิบัติ ?

หัวใจของ Smart City คือสิ่งที่เรียกว่า sensor และ connectivity ครับ

ลองนึกถึงเมืองหนึ่งที่มี sensor ติดตั้งอยู่ทั่วไป ตั้งแต่กล้องจราจรที่นับจำนวนรถ, sensor วัดคุณภาพอากาศในแต่ละย่าน, ถังขยะที่ส่งสัญญาณเมื่อใกล้เต็ม, มิเตอร์ไฟฟ้าและน้ำประปาที่ส่งข้อมูลการใช้งานแบบ real-time และสัญญาณไฟจราจรที่ปรับตามปริมาณรถจริงๆ แทนที่จะเปลี่ยนตามเวลาที่ตั้งไว้ตายตัว

ข้อมูลทั้งหมดนั้นไหลเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลางของเมือง ซึ่งทีม analyst และ AI ช่วยกันวิเคราะห์และตัดสินใจว่าควรส่งรถเก็บขยะไปที่ไหนก่อน ควรเพิ่มรถเมล์บนสายไหนในช่วงเวลาไหน หรือพื้นที่ไหนที่ไฟถนนดับและต้องการการซ่อมแซม

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกและใกล้บ้านเราด้วยครับ พวกเขาสร้าง Virtual Singapore ซึ่งเป็น digital twin ของเมืองทั้งเมืองในรูปแบบ 3D model ที่อัพเดตแบบ real-time ทีมวางผังเมืองใช้มันจำลองว่าถ้าสร้างตึกใหม่จะบังแสงแดดบ้านไหนบ้าง ทีมรับมือภัยพิบัติใช้มันวางแผนการอพยพ และทีมพลังงานใช้มันหาจุดที่เหมาะสมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาตึก


ตัวอย่าง Smart City ที่ได้ผลจริงในโลก

บาร์เซโลนา สเปน — เป็นเมืองที่มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างบ่อยที่สุดครับ พวกเขาติดตั้ง smart irrigation system ในสวนสาธารณะทั่วเมือง sensor ตรวจวัดความชื้นดินและพยากรณ์อากาศแล้วรดน้ำเฉพาะเมื่อจำเป็น ผลคือลดการใช้น้ำในสวนสาธารณะลงได้กว่า 25% ซึ่งในเมืองที่มีปัญหาภัยแล้งนี่คือตัวเลขที่มีนัยสำคัญมากครับ

นอกจากนั้นระบบที่จอดรถอัจฉริยะของบาร์เซโลนาใช้ sensor ฝังในพื้นถนนตรวจว่าช่องจอดว่างหรือไม่ แล้วส่งข้อมูลไปยังแอปและป้าย digital ทั่วเมือง ทำให้คนหาที่จอดได้เร็วขึ้นและลดรถที่วนหาที่จอดซึ่งสร้าง traffic และมลพิษโดยไม่จำเป็น

โซล เกาหลีใต้ — ใช้ data จัดการระบบขนส่งสาธารณะที่ซับซ้อนมากครับ ข้อมูลการเดินทางจากบัตร transit card ของผู้โดยสารหลายล้านคนถูกวิเคราะห์เพื่อปรับตารางเดินรถและเพิ่มรถในเส้นทางที่คนใช้มากในแต่ละช่วงเวลา ผลคือระบบขนส่งสาธารณะของโซลมีประสิทธิภาพสูงมากและคนใช้เยอะจนรถติดในเมืองลดลงได้จริง

อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ — น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะเขาเปิดให้ประชาชนเข้าถึง city data ได้ผ่าน open data portal ครับ นักพัฒนาและบริษัท startup สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างบริการใหม่ๆ ได้ ผลคือเกิด innovation จากภาคเอกชนที่เมืองไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด


ไทยอยู่ตรงไหนใน Smart City Journey ?

ตรงไปตรงมานะครับ ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นครับ แต่มีการลงทุนที่น่าสนใจเกิดขึ้นอยู่หลายจุดอยู่นะ

ภูเก็ต — เป็นเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดในไทยด้าน Smart City ครับ มีโครงการ Phuket Smart City ที่ครอบคลุมหลายด้าน ทั้งระบบ CCTV อัจฉริยะที่เชื่อมกับศูนย์บัญชาการกลาง ระบบติดตามรถโดยสารสาธารณะแบบ real-time และระบบบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่สาธารณะ เหตุผลที่ภูเก็ตนำร่องก่อนเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงและมีแรงจูงใจชัดเจนในการพัฒนาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

กรุงเทพมหานคร — มีโครงการ Traffy Fondue ที่น่าสนใจมากครับ เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนรายงานปัญหาในเมืองผ่านมือถือ ตั้งแต่ถนนพัง ท่อระบายน้ำอุดตัน ไปจนถึงป้ายไฟดับ ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมและส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ผลคือการแก้ไขปัญหาเร็วขึ้นและมีข้อมูลชัดเจนว่าปัญหาในเมืองกระจุกตัวอยู่ที่ไหน

นอกจากนี้ กทม. มีโครงการติดตั้ง sensor วัดคุณภาพอากาศเพิ่มขึ้นหลายจุด ซึ่งจำเป็นมากครับโดยเฉพาะช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานและประชาชนต้องการข้อมูลเพื่อตัดสินใจว่าวันนี้ควรออกจากบ้านหรือเปล่า

เชียงใหม่ — กำลังพัฒนาระบบติดตาม air quality อย่างจริงจังครับ หลังจากปัญหาหมอกควันกลายเป็นวิกฤตทุกปี การมีข้อมูลคุณภาพอากาศแบบ real-time จากหลายจุดทั่วเมืองช่วยให้ทั้งประชาชนและหน่วยงานตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าควรออกมาตรการอะไรและเมื่อไหร่


ความท้าทายของ Smart City ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ผมอยากพูดตรงๆ ว่า Smart City ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีครับ มันมีความท้าทายที่ซับซ้อนกว่านั้นมากๆ

เรื่อง privacy และการเฝ้าระวัง — เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก กล้อง CCTV อัจฉริยะที่จดจำใบหน้าได้นั้นมีประโยชน์ในการจับผู้ร้ายและหาคนหาย แต่มันก็หมายความว่าเมืองรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนตลอดเวลาด้วยครับ เส้นแบ่งระหว่าง smart city ที่ช่วยประชาชนกับ surveillance state ที่คอยจับตาประชาชนนั้นบางมาก และแต่ละสังคมต้องตัดสินใจเองว่าจะวางเส้นนั้นไว้ที่ไหน

เรื่อง digital divide — คือปัญหาที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงครับ Smart City ส่วนใหญ่ทำงานผ่านแอปมือถือและอินเทอร์เน็ต แต่ผู้สูงอายุ คนยากจน และคนที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีจะได้รับประโยชน์น้อยกว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น ถ้าไม่ระวัง Smart City อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำในเมืองเพิ่มขึ้น แทนที่จะลดลง

เรื่องการเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงาน — คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในบริบทเมืองไทยเราเลยครับ Smart City ต้องการให้ข้อมูลไหลเชื่อมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ แต่ในความเป็นจริง แต่ละกระทรวงและหน่วยงานมักมีระบบของตัวเองที่ไม่คุยกัน การทลายกำแพงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าการติดตั้ง sensor หรือซื้อซอฟต์แวร์ใหม่มากครับ


ประชาชนธรรมดาอย่างเราได้อะไรจาก Smart City?

ถ้าสร้างได้ดี Smart City ควรทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นในแบบที่จับต้องได้ครับ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยๆ ในรายงานที่เห็นกัน

เดินทางเสียเวลาน้อยลงเพราะระบบจราจรฉลาดขึ้น
จ่ายค่าน้ำค่าไฟน้อยลงเพราะระบบจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น
ได้รับบริการสาธารณะที่ตอบสนองได้เร็วขึ้นเพราะมีข้อมูลชัดเจนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน และอาศัยอยู่ในเมืองที่อากาศดีขึ้นเพราะมีข้อมูลที่ชัดพอที่จะบังคับใช้กฎหมายและวางแผนได้จริง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ตอนนี้คือมีส่วนร่วมในการสร้าง data ครับ แอปอย่าง Traffy Fondue ในกรุงเทพทำงานได้ก็เพราะประชาชนช่วยกันรายงาน ยิ่งคนใช้เยอะ ข้อมูลยิ่งครบ และเมืองก็จัดการปัญหาได้ดีขึ้น นั่นคือ feedback loop ที่ดีที่สุดที่ Smart City จะมีได้


Smart City ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ

สิ่งที่ผมอยากให้จำจากบทความนี้ไม่ใช่ว่า Smart City คือเมืองในฝันหรอกนะครับ

มันคือเครื่องมือ และเหมือนเครื่องมือทุกอย่าง มันดีหรือแย่ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้และใช้เพื่ออะไร เมืองที่ใช้ data เพื่อให้บริการประชาชนได้ดีขึ้นนั้น Smart City มีคุณค่ามาก แต่เมืองที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพื่อควบคุมและเฝ้าระวังประชาชน นั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราควรต้องการ

ไทยยังมีทางไปอีกไกลครับ แต่ทิศทางเริ่มชัดขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การซื้อเทคโนโลยีแพงๆ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ตัดสินใจด้วยข้อมูล มีความโปร่งใสกับประชาชน และออกแบบระบบที่คนทุกกลุ่มในเมืองได้รับประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็น

ถ้าทำได้แบบนั้น Smart City จะไม่ใช่แค่ buzz word ในแผนพัฒนาอีกต่อไปครับ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *