วันนี้แอดอยากจะเอารูปแบบการเรียนที่แอดชอบมากที่สุด อย่างการเรียนแบบ text-based (ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบที่แอดก็เอามาสร้างเป็นคอร์สสอนนักเรียนของแอดเหมือนกัน) เอามาแชร์ให้กับทุกคนที่ชอบในการเรียนเรื่องราวใหม่ๆ ได้รู้จักกันมากขึ้น

เหตุผลที่แอดอยากจะเอาเรื่องนี้มาให้ทุกคนได้รู้จัก เป็นเพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว คนที่ชอบเรียนส่วนใหญ่ มักจะคิดว่าการเรียนจะต้องเป็นการเรียนกันแบบวิดีโออะไรแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดครับ 555 เพราะแอดก็เรียนแบบนั้นเหมือนกัน แต่อยากจะบอกว่าแบบ text-based ก็น่าสนใจเหมือนกันเด้อ มาลองดูกัน

ข้อดีของการเรียนแบบ text-based

มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง – การเรียนแบบ text-based เนี่ย เรียกได้ว่าอุปกรณ์ค่อนข้างที่จะน้อยนะ ตามความคิดของแอด เพราะแค่สื่อที่เรียน กับสมุดปากกา ก็พร้อมที่จะเรียนละ ยิ่งถ้าเกิดว่าเรียนกับ text-book ที่ทุกคนขยาดนั้น บอกเลยว่าบางคนแค่ใช้ post-it กับ text-book นั่นแหละ เพียงพอละ 555 ไวฟงไวฟาย คือไม่ต้องเลย

ควบคุมจังหวะการเรียนของตัวเองได้ – คือการเรียนแบบ text-based เนี่ยนะครับ เราสามารถที่จะกำหนดความไวของสายตาเราเวลาที่กวาดผ่านตัวหนังสือไปได้(พูดเป็นเล่น!) พูดจริง! คือพูดง่ายๆก็คือ เราสามารถเลือกที่จะผ่านเนื้อหาตรงนี้ไปเลย หรือจะกลับมาอ่านซ้ำอีกสักรอบในตอนที่ไม่เข้าใจ เมื่อไหร่ก็ได้ แบบวนไปมาโดยที่ไม่จำเป็นว่าเราต้องรู้สึกสูญเสียอะไร

พัฒนาทักษะการอ่าน + การคิดวิเคราะห์ – พูดละจะหาว่าคุยนะ 555 อันนี้คือช่วยได้มากๆ จากคนที่ไม่ชอบอ่าน หรืออ่านอะไรได้ไม่นาน หรืออ่านแบบผ่านๆ การเรียนแบบ text-based จะเป็นการบังคับตัวเราเลยว่า “ต้องอ่าน” เพราะถ้าเกิดว่าเราไม่อ่าน มันหมายความว่าเราจะไม่ได้อะไรเลย ทีนี้ ไปที่เรื่องการคิดวิเคราะห์ ด้วยการที่เราเลือกที่จะเอาเนื้อหาผ่านสายตา แล้วเอาเข้าไปสมอง distraction มันค่อนข้างจะต่ำมาก เนื้อหาที่เอาเข้าไปนั้น จะฝึกให้เราได้ใช้ความคิด + การวิเคราะห์ในเนื้อหาที่เราเลือกเอาเข้าไป

ง่ายต่อการค้นหากับการทบทวน – เวลานึกถึงเรื่องอะไรเฉพาะในเนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบ text-based บอกเลยว่าจะค้นหาได้ง่ายกว่าเนื้อหาที่เป็นรูปแบบวิดีโอมาก (ข้อนี้ชนะขาด 5555) เพราะบางที เราอยากรู้แค่หัวข้อย่อยนี้ หัวข้อเดียว อยากจะทำความเข้าใจในตัวหัวข้อนี้อีกสักครั้ง เราสามารถที่จะ ctrl + f หรือว่าเปิดสารบัญ แล้วไปที่หน้านั้นได้เลย นี่เป็นข้อดีที่แอดชอบมาก เพราะแอดชอบลืมในประเด็นเล็กๆ 555

นี่ก็เป็น 4 ข้อหลักๆ ที่แอดอยากจะมาเชิญชวนคนที่สนใจ หรือกำลังสนใจการเรียนแบบ text-based อยู่ ว่าเอ้ย มันน่าสนใจจริงไหม เรียนแบบนี้แล้วมันจะ work หรือเปล่า (จะเสียเงินฟรีไหมเนี่ย 555) แอดหมดกับคอร์สเรียนแบบนี้เยอะมากบางที เรียนไม่ทันแล้ว พี่บัวลอยยยยย

อ่ะมีข้อดี มันก็ต้องมีข้อที่ต้อง concern ถูกไหมครับ ?

ไปดูกันดีกว่าว่าข้อที่ต้อง concern เกี่ยวกับการเรียนแบบ text-based ที่แอดอวยนักอวยหนาเนี่ย มันมีอะไรบ้าง ?

ข้อที่ต้องพิจารณาสำหรับการเรียนแบบ text-based

ค่อนข้างที่จะน่าเบื่อ – อวยไปอวยมา พอจะต้องมาบอกข้อที่ต้องพิจารณา ก็ต้องบอกกันแบบตรงๆไปเลยนะครับ 5555 คือการเรียนแบบ text-based เนี่ย มันไม่มีอะไรที่จะดึงดูดทางสายตาสักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีสีสัน ไม่ค่อยมีเสียง ไม่ค่อยมีอะไรที่จะ attract ตัวเราให้อยู่กับการเรียนอย่างจดจ่อ (มีแค่ตัวเราเท่านั้น ที่จะต้องบังคับตัวเราเอง) แง

ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเรียนผ่านภาพ – คนเรามันต่างกัน การเรียนรู้ของแต่ละคนก็ย่อมต่างกัน อันนี้แอดท่องตลอด เวลาที่ไม่ค่อยมีคนมาซื้อคอร์ส 555 เพราะไม่ใช่ว่ามันจะเหมาะกับทุกคน การเรียนรู้ของบางคนจะทำได้ดีมาก เมื่อมีการใช้ภาพประกอบ แต่บางคน(ซึ่งรวมถึงตัวแอด) จะชอบที่จะอ่าน แล้วเอาคิดเองผ่านหัว แต่บางคนเห็นภาพละเก็ทเลยก็มี

เนื้อหาซับซ้อน อาจจะอธิบายได้ยาก – อันนี้เรื่องจริง ต้องอาศัยเรื่องความเข้าใจของภาษาที่ตัวคอร์สละว่า จะเลือกการรูปประโยคหรือว่าภาษาแบบไหน เพื่อที่จะทำให้เรื่องที่ซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

ใช้วินัยในตัวเองสูงกว่าปกติ – อันนี้ 1000% คือเรื่องจริง เพราะการเรียนแบบ text-based คือต้องควบคุมตัวเองล้วนๆ แบบที่ว่าถ้าเป็นการเรียนแบบ 1 on 1 อย่างน้อยก็ตัวคนสอนก็ยังพอตาม ยังพอมีปฎิสัมพันธ์กับนักเรียนอยู่บ้าง แต่ text-based จะเป็นฟีลแบบว่า ถ้าคุณไม่ตีระฆัง มันก็ไม่มีเสียง (เสียง = สิ่งที่ได้จากการเรียน)

อย่างละ 4 ข้อละกันนะครับ พอหอมปากหอมคอ 555+ เอาไว้พิจารณาสำหรับคนที่ต้องการจะเรียนในรูปแบบนี้ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากๆเลย จะได้เป็นอีก 1 การตัดสินใจเวลาที่จะลงทุนเรียนนะครับ

แต่ยังไม่จบนะ ถ้าเกิดว่าเราลงเรียนคอร์สเรียนแบบ text-based ไปแล้ว แอดก็มีเคล็ดลับที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนแบบนี้มาให้ด้วยนะ มีอะไรบ้าง ไปลองอ่านกัน (อ่านบทความนี้ก็คือ text-based เห็นมั้ย 555+)

เคล็ดลับการเรียนแบบ text-based

มี enviroment ที่ดีสำหรับการเรียน – แอดแนะนำให้หาที่เงียบๆ เปิดเพลง lo-fi เบาๆ (ใช้คำว่าเบาๆนะ 555) ให้มันพอมีบรรยากาศของการเรียนแบบสบายๆ และแน่นอนว่าตอนที่อ่านไปนั้น เนื้อหาต้องเข้าหัว ต้องได้คิดไปพร้อมกันด้วย แสงไฟต้องพอสำหรับการอ่าน ถ้าเป็นหนังสือ ไม่ให้มีอะไรมารบกวนเราในตอนที่เรียน

แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ – แน่นอนว่าการเรียนแบบทีเดียวจบ จะทำให้เราดูเทพมาก แต่ว่าความรู้ที่ได้รับ อาจจะไม่ค่อย 100% เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นแล้ว แอดแนะนำให้เรียนตามตอน ตามสเต็ปที่คอร์สเรียนเค้าได้แบ่งไว้ให้นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว 555+ อย่าไปฝืนธรรมชาติของการเรียนรู้ที่มากเกินไป สมองจะช๊อตเอานะครับ

จดบันทึก ด้วยภาษาตัวเอง – การจดนี่เป็นทักษะเฉพาะของแต่ละบุคคลมากๆ อันนี้แอดขอบอกเลย แอดไม่สามารถจดออกมาให้สวยงามได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน 555+ ลองมาหมดทุกวิธีแล้ว แต่ว่าเรื่องเทคนิคการเรียนนี่ แอดต้องเขียนแยกอีกบทความ ว่าแอดใช้วิธีการเรียนแบบไหน (จริงๆอันนี้ทำ Short เอาไว้ในช่อง DataStep ด้วยนะ) จดไว้ใช่ว่า จดดีกว่าจำแน่นอน!

หาเรียนเพิ่ม – อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย คอร์ส Fastlane Data Analytics ที่แอดสร้างมาให้กับนักเรียน แอดจะบอกนักเรียนที่ลงเรียนตลอดว่า ไปหาอ่านเพิ่มเติมเอานะ ในหัวข้อนี้ๆๆๆ 555+ คือแอดไม่ได้ขี้เกียจทำ แต่อยากให้นักเรียนสามารถที่จะหาความรู้ในส่วนของหัวข้อที่ตัวเองสนใจจริงๆมากกว่า เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะต้องรู้ และเราไม่จำเป็นที่ต้องรู้ทุกเรื่อง!

สรุปส่งท้าย

ไม่ว่าแต่ละคนจะชอบการเรียนแบบไหนเป็นพิเศษ หรือมีอันไหนที่กำลังอยากลอง การเรียนแบบ text-based ก็ถือว่าเป็น choice ที่น่าสนใจเหมือนกันนะครับ และแน่นอนว่าการเรียนแบบนี้ จะได้ผลลัพธ์มากที่สุดก็อยู่ที่คนเรียนด้วยว่าจะตั้งใจมากน้อยแค่ไหน + กับการรู้จักวิธีการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง รวมทั้ง key เลยก็คือ

“เอาเนื้อหาที่เรียน ไปปรับใช้กับชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือว่าชีวิตส่วนตัว”

จบแบบคมๆ

ไปละ!


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *