สวัสดีคร้าบบบบ กลับมาอีกรอบกลับบทความชิวๆ(ชิวไหมนะ 555+) ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณคนที่อ่านบทความก่อนหน้าทุกคนด้วยนะครับ ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ แต่ก็ได้ stat ที่น่าพอใจมากๆ! (ใครที่ไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้า ไปตามอ่านกันได้ที่นี่!) คลิ้ก

มาบทความนี้กันบ้างดีกว่า เชื่อว่าหลายคนพอได้เห็นหัวข้อแล้วก็รู้สึกว่า เอ้ะอะไรของผมอีก (เดี๋ยว offline เดี๋ยว online) อย่าพึ่งแปลกใจครับ เพราะว่าวันนี้กับบทความนี้ ผมจะมาชวนทุกคนมา “หยุด” พักสมองกันสักแป้ปนึงหลังจากที่อ่านบทความนี้จบ

โลกนี้ ไม่เคย “Shut down”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับ ในขณะที่เราหลับ คนอีกฟากโลกของเรานั้น กำลังตื่น และในทางกลับกัน ในขณะที่เราตื่น คนในอีกฟากโลกนั้นกำลังหลับ

“มันไม่มีความสัมพันธ์กันเลยใช่ไหมล่ะครับ ?”

แต่นี่คือโลกของความเป็นจริงต่างหาก ซึ่งโลกนี้ มันตรงข้ามกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงอย่างสิ้นเชิง เพราะนั่นคือโลกที่ “never sleep” หรือว่า “โลกออนไลน์ของเรา” นั่นเอง

จริงไหมล่ะครับ ?

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ทุกวันนี้สิ่งแรกที่เราจะจับ ก่อนที่เราจะจับขอบเตียงก็คือเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ข้างหัวเตียงเลย

เรา run โลกของเราทันที ไม่ว่าจะเป็นเช็ค email, เช็ค social, เช็คข่าวคราว เช็คนั่นนี่นู่นเต็มไปหมด โดยที่ตัวเรานั้น “ยังไม่ได้เช็คลมหายใจของตัวเอง” เลยสักนิด

“เราเริ่มโลก online ก่อนที่จะเริ่มโลกของตัวเอง”

พอเรากระโจนเข้าหามันแล้ว มันเหมือนจะมีแรงดึงดูดมากมาย ที่ทำให้นิ้วของเรานั้น scroll แล้ว scroll อีก จนแทบจะบอกไม่ได้ว่าเอ้ะ ทำไมมือมันไปแบบนี้ออโต้นะ

เราหยุดไม่ได้ เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ — นี่คือโลกที่เราต้องการจริงๆหรือเปล่านะ ???

นี่เราได้หยุดพักจริงๆแล้วใช่ไหมครับ ???

มากเกินไป ก็จะต้องเสียบางอย่าง

เอาล่ะครับ ผมอยากจะเอามือประกบคู่แล้ววางระหว่างหน้าตัวเองให้ตั้งตรงสักหน่อย (เพื่ออะไร 5555+)

คือว่าแบบนี้นะครับ จาก heading ที่ได้บอกไป มากเกินไป มันจะต้องเสียอะไรสักอย่างที่ได้มา (มันเป็นกฎความสมดุลน่ะครับ ผมเชื่อเรื่องนี้สุดใจมากกว่าสิ่งไหน)

เราใช้เวลากับโลก online ของเราเยอะมาก เพราะโลกออนไลน์มันถูกย่อให้เหลือแค่นิดเดียว โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อให้มันง่ายที่สุด เห็นได้ง่ายที่สุด และใช้งานได้ง่ายที่สุด (มันถึงเสพติดได้ เพราะเรื่องความง่ายนี่แหละ)

สิ่งที่ตามมาแบบไม่รู้ตัวเลย จริงๆมีเยอะมากนะครับ แต่ผมขอยกตัวอย่างที่มัน impact กับชีวิตของเรามากๆเลยละกัน

สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “สมาธิ” ครับ

สมาธิ นี่แหละ ไม่ใช่ในเชิงของพุทธศาสนาหรือว่าอะไร แต่ว่าเป็นพลังสำหรับการโฟกัสทำอะไรสักอย่าง อะไรบางอย่างที่มันต้องใช้เวลาในการทำ การเพ่ง การสักเกต

ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ ที่ถูกเลี้ยงมาด้วย tablet หรือว่าโทรศัพท์นั้น(อาจจะรวมถึงผู้ใหญ่ที่ใช้งานมากเกินไปด้วย) เกิดภาวะที่เรียกว่า “โรคสมาธิสั้น” หรือพลังในการจดจ่อ หรือ focus ต่ำ

“ใจร้อนมากขึ้น อยากได้นั่นนี่เร็วๆ ไม่อดทน ไม่เฝ้ารอ ไม่สังเกต และอาการอื่นๆที่พ่วงตามกันมา”

จนเรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งพอเจอคนใจเย็น นิ่งๆเข้าหน่อย กลายเป็นว่าคนเหล่านี้ ติสท์ซะงั้น)

ผมขอพูดในเรื่องของการทำงานบ้างด้วยดีกว่านะครับ เพราะว่าลูกเพจของชาว datastep นั้น เป็นคนทำงานซะเป็นส่วนใหญ่ ในเรื่องของการ multi-tasking ด้วยเหมือนกัน

จริงๆผมว่าคำนี้ ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ mul-ti task ได้ แต่ว่าต้องเรียงลำดับความสำคัญของงานให้เป็น รวมถึงมากไปกว่านั้น การทำงานอะไรที่สำคัญนั้น จะต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้มองออกว่า ไอ้ task งานที่เราทำอยู่นั่น มันมีความหมายอะไร​(เพราะบางที เราอาจจะกำลังทำงานที่ไม่มีความหมายอยู่ก็ได้นะครับ)

เพราะฉะนั้น สติ การโฟกัส จึงสำคัญเป็นอันดับต้นๆในการทำงาน

ที่ผมเคยได้ยินก็คือเราไม่รู้เลยว่า task ที่เราทำอยู่นั้น บางอย่าง ถ้าโฟกัสจริงๆ ไม่สลับ tab ไปทำงานนู้น มาทำงานนี้ ใน windows แค่ใช้เวลา 10 นาทีก็ทำเสร็จแล้ว

การเขียนบทความของผมก็เช่นกัน 555+

กว่าจะเขียนได้แต่ละบทความ(ซึ่งดีหรือไม่ อันนี้ผมก็จะให้คนอ่านตัดสินดีกว่า) ตอนแรกบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวรอมีอารมณ์ก่อน มี feeling ที่อยากจะเขียนก่อน

เอ้ย! แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ ผมพึ่งมาตกผลึกตอนนี้เอง ตอนที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่

“ผมต้องการช่วงเวลาที่ผมโฟกัสได้” ต่างหากล่ะครับ ไม่ใช่ feeling!

ตัวอย่างสุดท้าย ให้ไว้สั้นๆ แต่น่าจะทิ้งไว้ให้คิดอย่างจริงจัง

“ตอนกินข้าว ถ้ากินไปด้วยเล่นโทรศัพท์ไปด้วย เราจะรู้จริงๆไหมครับ ว่ารสชาติของข้าวที่กิน มันอร่อยแบบจริงๆไหม ?”

เฮื้อกกก (ข้าวติดคอ อะไรเนี่ย!)

Offline บ้างก็ได้มั้ง หายใจบ้าง

เราหายใจ จนไม่รู้ว่าเรากำลังหายใจอยู่

เราใช้ชีวิต แต่ไม่รู้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่

เรามองอะไรหลายอย่างมาก แต่เรากลับเห็นอะไรน้อยมาก

ลึกซึ้งแต่กินใจ … (คิดไปเองละอันนี้ 555)

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับโลกสี่เหลี่ยมหนิครับ เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งตรงหน้าต่างหาก

การที่เราปิดเครื่องบ้างบางครั้ง มันจะช่วยให้เราได้พักผ่อนจริงๆนะ มันเป็น disconnect ที่นึง เพื่อให้ตัวเรานั้น ไม่ต้อง connect หรือถ้าจะต้อง connect ก็ต้องต่อกับตัวเองนี่แหละ ซึ่งเป็นค่า default ของสิ่งที่เรียกว่า “Life” เลย

ให้ตัวเองได้หายใจแบบเต็มปอดบ้าง

ให้ตัวเองไม่ต้องคิดอะไรบ้าง

ให้ตัวเองได้กินข้าวแบบรู้รสชาติบ้าง

ให้ตัวเองได้ยินเสียงข้างนอกจริงๆบ้าง

และแน่นอนครับ

ให้ตัวเองได้มีความสุข แบบที่ไม่ต้องให้อะไรมากำหนดบ้างก็ได้นะ

“ถึงไม่มีโทรศัพท์ เราก็ยังเป็นคนคนนึงอยู่ดีหรือเปล่า ?”

ให้ tip เล็กๆเอาไว้ ลองไปทำกันดูนะครับ

  • เว้นโทรศัพท์ก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง
  • เดินเล่นเฉยๆโดยที่ไม่ต้องมีหูฟัง
  • เอาเท้าแตะสนามหญ้าบ้าง
  • เงยหน้ามองท้องฟ้าดีๆ (ยิ้มได้ แต่อย่าเยอะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าหลอน 555+)

เพราะชีวิตคือการ Balance

อันนี้เรื่องจริง link ไปถึงเรื่องกฎของความสมดุลที่ผมได้บอกไป

อะไรมากไปก็ไม่ดี อะไรน้อยไปก็ไม่ได้

เรา offline โลก online ของเรา เพื่อที่จะทำให้เราสามารถกลับไปอยู่ในโลกทั้ง 2 ได้อย่างเป็นคนปกติ เป็นคนที่ไม่หมกมุ่นในโลกใดโลกหนึ่งมากเกินไป

“ถ้าโทรศัพท์มันพูดกับเราได้ มันคงจะบอกว่า มึงวางกูลงบ้างเถอะนะ กูขอร้อง 555+” – ถึงประโยคนี้มันตลก แต่จริงๆผมว่ามันคงอยากจะบอกกับเราจริงๆนะ

ไม่ถึงกับต้องกำจัดมันไปหรอกนะครับ แต่ว่าต้อง limit ตัวเองบ้าง ถ้ารักตัวเองจริงๆ ให้ตัวเองไปเจอกับสิ่งที่มันลำบากหน่อย เพื่อให้ตัวเราแข็งแกร่งขึ้น อย่ารักตัวเองในทางที่ผิด โดยการ spoil ตัวเองด้วยการปล่อยให้ตัวเรานั้น นอนๆนั่งๆไถๆโทรศัพท์ แล้วดำดิ่งไปกับโลกที่มันให้ความสุข หรือให้ความทุกข์ระยะสั้นๆ ณ ตอนนั้นเลย

ออกไปมอง ไปนั่ง ไปคุย ไปเห็น ไปได้ยิน โลกข้างนอกบ้าง โลกความเป็นจริงน่ะครับ

คนข้างหน้าเราเค้าก็รออยู่

อย่าให้อะไรแบบนี้มันเป็น new normal เลย มันมีแต่จะทำให้เราเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว

และผมรับประกันจริงๆ ว่าเราจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นมาก ทำงานได้ดีขึ้นมาก มีความสัมพันธ์กับคนรอบตัวจริงๆ ที่ดีขึ้นมากๆ โดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวเรา

“Social media ทำให้คนไกลอยู่ใกล้เรามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันทำให้คนที่อยู่ใกล้เรา ไกลเรามากขึ้น” – ยิ่งอ่านก็ยิ่งจี้ด ใช้ให้มันเหมาะสมนะครับ

เพราะรักและเป็นห่วงนะเนี่ย ถึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาแบบเป็นจริงเป็นจัง 5555

You need a break from (online) people, not yourself

จบด้วยสรุปแบบไม่ยาวมาก ประโยคนี้ยังคง touch ใจผมอยู่เสมอ เพราะในวันนั้นที่ผมได้ตัดสินใจเลิกจาก social media อย่าง facebook และ ig อย่างถาวร
ภาพนี้ยังคงเป็นภาพที่ได้รับมา ผมชอบมากและภาพนี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำของผมไปตลอด

มันเป็นเหมือนสิ่งที่คอยเตือนตัวผมเอง ให้ตัวเองได้หยุดพักบ้าง ถ้าเหนื่อยเกินไป จากการเดินทางในเส้นทางอะไรก็ตามที่ไม่จำเป็น​ โดยไม่ต้องสนใจสังคมที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่โลกของเรา

เหมือนแค่ชินจังที่มีแต่ชิโร่นั่นแหละ (เอ้ะหรือกลับกัน 555)

โลกข้างหน้าของเราต่างหาก คือความจริง

โลกข้างหน้าต่างหาก ที่คือ “ปัจจุบัน”

และใช่ครับ มันคือ “สิ่งที่เราควบคุมได้อย่างแท้จริง” (ชีวิตเราที่มันวุ่นวายทุกวันนี้ก็เพราะว่าเราจะไปควบคุมในสิ่งที่มันควบคุมไม่ได้นี่แหละ)

ขอให้โชคดีสำหรับการใช้โทรศัพท์ที่น้อยลงนะครับ

(ถ้าอยากเรียน Data Analytics อย่าลืมไปอุดหนุนคอร์สเรียนของผมเด้อ – เกี่ยวอะไรนิ 5555+)

ไปละ!


2 responses to “Offline ชีวิตตัวเองบ้างก็ได้”

  1. hello_been Avatar

    ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ ที่ต้องเอามาคิดและลองทำบ้างครับ
    ติดตามบทของพี่เป็นประจำครับ มีประโยชน์ดี บางครั้งก็ออกทะเล ตลก ฮ่า ดีครับ

    1. Nut Khuannaen Avatar

      555555 จริงครับ เขียนเพลินจัด ต้องบอกตัวเองว่าอย่าออกทะเลนะ
      ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply to Nut Khuannaen Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

👨🏻‍💻 If outside is hot, Stay in and learn!

🎉 Type "Apr20" before purchasing!

get 20% off !

(Fastlane, Marvel, Big Bang, Rizz D-Sci, FODE)

Only this April, Summer sales !
1