
สวัสดีคร้าบบบ วันนี้ขอเปิดด้วยเรื่องของคนคนหนึ่งก่อนจะเริ่มกันนะครับ สมมติว่าเธอชื่อ “เมย์” อายุ 29 ทำงานเป็นแอดมินฝ่ายขายในบริษัทขายอุปกรณ์สำนักงานมา 6 ปี ทุกเช้าวันจันทร์เมย์จะเปิด Excel ดึงยอดขายของสัปดาห์ก่อน ทำ Pivot Table ใส่สีให้สวย แล้วส่งให้หัวหน้าก่อน 10 โมง ทำแบบนี้มาเกือบ 300 รอบแล้ว (นับดูแล้วก็ตกใจเอง 555) จนวันหนึ่งหัวหน้าถามกลับมาว่า “แล้วทำไมยอดภาคอีสานถึงตกล่ะ” เมย์ตอบไม่ได้ครับ เธอรู้ว่าตัวเลขคือเท่าไหร่ แต่ไม่เคยมีใครสอนให้หาว่า ทำไม คืนนั้นเธอเลยพิมพ์ค้นหาว่า “ย้ายสายงานมาทำงานด้าน Data ต้องทำยังไง” แล้วก็เจอคำตอบเป็นร้อยแบบ บางคนบอกให้ลาออกไปเรียน Bootcamp บางคนบอกว่าสายเกินไปแล้วเพราะ AI ทำแทนได้หมด บทความนี้ผมเขียนให้คนแบบเมย์ครับ คนที่มีงานประจำ มีภาระ ลาออกมาเรียนเต็มเวลาไม่ได้ แต่อยากย้ายสายงานมาทำงานด้าน Data ด้วยตัวเองแบบมีแผน เราจะเดินตามเมย์ไป 6 เดือน ตั้งแต่เช็กตลาด เลือกตำแหน่ง วางแผนเรียน ทำ Portfolio…

เคยได้รับข่าวแบบนี้ในกลุ่ม LINE ครอบครัวไหมครับ “งานวิจัยพบ! ประเทศที่กินช็อกโกแลตเยอะ ได้รางวัลโนเบลเยอะกว่า” แอดอ่านครั้งแรกนี่แทบจะเดินไปซื้อช็อกโกแลตมาตุนไว้เลย (เผื่อฟลุ๊คได้โนเบลกับเขาบ้าง 555) แต่พอลองคิดดีๆ มันแปลกนะครับ ช็อกโกแลตทำให้คนฉลาดขึ้นจนได้โนเบลจริงเหรอ หรือมีอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไป คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในประโยคที่คนเรียนสถิติได้ยินจนเบื่อ แต่คนทำงานจริงยังพลาดกันอยู่ทุกวัน นั่นคือ “Correlation ไม่ใช่ Causation” บทความนี้แอดจะพาไปดูว่ามันหมายความว่าอะไร ทำไมมันหลอกเราได้ง่ายขนาดนั้น และในฐานะคนทำงาน Data เราควรเช็กอะไรก่อนจะฟันธงว่า “A ทำให้เกิด B” Correlation กับ Causation ต่างกันยังไง? อธิบายแบบบ้านๆ ครับ Correlation (สหสัมพันธ์) คือการที่ข้อมูลสองชุด “ขยับไปด้วยกัน” อันหนึ่งขึ้น อีกอันก็ขึ้นตาม (หรือลงตาม) ปกติเราวัดด้วยค่าที่เรียกว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง 1 Causation (ความเป็นเหตุเป็นผล) คือการที่ A เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ B เกิดขึ้นจริงๆ…

สวัสดีเช้าวันจันทร์นะครับ ลองนึกภาพวันธรรมดาๆ วันหนึ่งของคนในกรุงเทพฯ ดูนะครับ เช้าแวะ 7-Eleven ซื้อกาแฟกับแซนด์วิช เที่ยงขี้เกียจลงไปหาข้าวก็เปิดแอปสั่งเอา ตกเย็นฝนตกก็เรียกรถกลับบ้าน (ชีวิตแบบนี้คุ้นๆ กันไหมครับ 555) ทุกจังหวะของวันนั้นมี Data ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งนั้นเลยครับ และสามชื่อแอปหรือร้านในชีวิตของเราที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆ อย่าง 7-Eleven, Grab และ LINE MAN ก็เป็นธุรกิจที่เอา Data มาเป็นอาวุธหลักในการแข่งขันจริงๆ บทความนี้แอดเลยอยากพาไปดูว่าแต่ละเจ้าใช้ Data ทำอะไรบ้าง (ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ ว่า “ใช้ Big Data” นะครับ) แล้วถอดออกมาเป็นบทเรียนที่ธุรกิจขนาดเล็กหยิบไปใช้ได้ด้วย ขอบอกไว้ก่อนนิดนึงว่าตัวเลขส่วนใหญ่มาจากที่บริษัทเปิดเผยเอง อ่านแบบมีวิจารณญาณหน่อยนะครับ (เป็นนิสัยที่ดีของคนทำ Data อยู่แล้ว) 7-Eleven ใช้ Data ยังไง ตั้งแต่ตะกร้าสินค้าจนถึงไรเดอร์ CP ALL รายงานว่ามี 7-Eleven มากกว่า 15,945 สาขา ณ สิ้นปี 2025…