Back to: 20 Project จบ ครบ Portfolio — Data Analyst
วิเคราะห์ยอดขายร้านค้าออนไลน์รายเดือน
โปรเจคแรกที่ทุกคนควรมีติด Portfolio — หยิบไฟล์ยอดขายดิบมาแปลงเป็นกราฟที่เล่าเรื่องได้ ว่าเดือนไหนขายดี สินค้าไหนทำเงิน แล้วสรุปเป็น insight สั้นๆ ให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้จริง
จากคนสร้างคอร์ส — โปรเจคนี้ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเป็นโปรเจคที่บริษัทแทบทุกที่ต้องทำ ซ้ำๆ ทุกเดือน ถ้าเราทำโปรเจคนี้ได้ดี แปลว่าเรามีทักษะพื้นฐานที่ตำแหน่ง Data Analyst ต้องใช้จริง ครบแล้ว — อ่านข้อมูล, ทำความสะอาด, สรุปเป็นกราฟ, และเล่า insight ได้ ผมเจอโจทย์แบบนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งตอนทำงานประจำและตอนรับงานฟรีแลนซ์ และแทบทุกครั้งคนที่จ้างเราไม่ได้อยากเห็นสูตรซับซ้อนหรือกราฟสวยหรู เขาแค่อยากได้คำตอบสั้นๆ ที่เอาไปตัดสินใจต่อได้ทันที นั่นคือสิ่งที่โปรเจคนี้จะฝึกให้เราทำเป็น
โจทย์ของเรา
สมมติว่าเราเป็น Data Analyst ฟรีแลนซ์ ที่เพิ่งรับงานจาก "ร้านพิม แฮนด์เมด" ร้านขายของทำมือออนไลน์ขนาดเล็ก ที่ขายผ่าน Instagram, Shopee และแชท Line เป็นหลัก เจ้าของร้านชื่อพิม ทำร้านนี้คนเดียวมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่เริ่มขายเทียนหอมทำมือจนขยายมาขายกระเป๋าถัก เครื่องประดับ และสบู่แฮนด์เมด พิมไม่มีเวลานั่งไล่ดูไฟล์ Excel เอง เพราะต้องแพ็คของและตอบแชทลูกค้าทั้งวัน เธอเลยส่งไฟล์คำสั่งซื้อ 6 เดือนล่าสุดมาให้เรา พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า
"ช่วยดูหน่อยว่าเดือนไหนขายดีสุด แล้วสินค้าตัวไหนที่เราควรผลิตเพิ่ม อยากรู้ก่อนจะสั่งวัตถุดิบรอบหน้า"
สังเกตว่าคำถามของพิมจริงๆ แล้วมี 2 ส่วนซ่อนอยู่ — ส่วนแรกคือ "เมื่อไหร่" (เดือนไหนขายดี) และส่วนที่สองคือ "อะไร" (สินค้าตัวไหนควรผลิตเพิ่ม) ถ้าเราตอบแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง งานของเราจะยังไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่มือใหม่มักพลาด — รีบตอบคำถามแรกที่เห็น แล้วลืมกลับไปเช็กว่าคำถามเดิมถามอะไรไว้บ้าง งานของเราในบทนี้คือเปลี่ยนไฟล์ที่มีแต่ตัวเลขเรียงกัน ให้กลายเป็นคำตอบทั้งสองส่วนที่พิมเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง
ทำไมโปรเจคนี้ควรอยู่ใน Portfolio
- เป็นงานที่ตรงกับสิ่งที่บริษัทจริงต้องการ — สรุปยอดขายรายเดือนให้ผู้บริหารดู
- แสดงให้เห็นว่าเราทำงานตั้งแต่ข้อมูลดิบ ไปจนถึงคำแนะนำเชิงธุรกิจได้ครบ ไม่ใช่แค่ทำกราฟสวยๆ
- ใช้เครื่องมือที่เกือบทุกบริษัทมีอยู่แล้ว (Excel/Sheets) — สัมภาษณ์งานแล้วอธิบายต่อได้ทันที
ขั้นตอนที่เราจะทำ
- สำรวจข้อมูลก่อน (Data Exploration) — เปิดไฟล์ดู มีคอลัมน์อะไรบ้าง ข้อมูลครบไหม
- ทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning) — เช็กช่องว่าง ตัวเลขผิดปกติ ชื่อสินค้าพิมพ์ไม่ตรงกัน
- สรุปยอดด้วย Pivot Table — รวมยอดขายแยกตามเดือนและตามหมวดสินค้า
- ทำกราฟ — แปลงตารางตัวเลขเป็นกราฟแท่งที่มองปุ๊บเข้าใจปั๊บ
- สรุป Insight — เขียนคำตอบให้เจ้าของร้าน 3-4 บรรทัด ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค
ทำความรู้จักข้อมูลก่อนเริ่ม
ก่อนจะกระโดดไปทำ Pivot Table เลย ให้ใช้เวลา 5 นาทีทำความเข้าใจว่าแต่ละคอลัมน์ในไฟล์คืออะไร ขั้นตอนนี้มือใหม่มักข้าม แต่จริงๆ แล้วสำคัญมาก เพราะถ้าเข้าใจข้อมูลผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้สูตรถูกยังไงคำตอบก็จะผิดตามไปด้วย
| คอลัมน์ | ความหมาย | ตัวอย่างค่า |
|---|---|---|
order_id |
เลขอ้างอิงคำสั่งซื้อ ใช้แยกแต่ละออเดอร์ไม่ให้ซ้ำกัน | 1001 |
order_date |
วันที่ลูกค้าสั่งซื้อ ใช้จัดกลุ่มเป็นรายเดือน | 2025-03-07 |
product_category |
หมวดหมู่สินค้าใหญ่ ใช้สรุปภาพรวมว่าหมวดไหนขายดี | เครื่องประดับ |
product_name |
ชื่อสินค้าจริง ใช้ตอนอยากรู้ลึกถึงระดับสินค้าแต่ละชิ้น | ต่างหูเรซิ่น |
quantity |
จำนวนชิ้นที่ขายได้ในออเดอร์นั้น | 3 |
total_price_thb |
ยอดเงินรวมของออเดอร์นั้น (บาท) — คอลัมน์หลักที่เราจะรวมยอด | 540 |
channel |
ช่องทางที่ลูกค้าสั่งซื้อ ใช้ดูว่าช่องทางไหนทำเงินให้ร้านมากที่สุด | Shopee |
ขั้นที่ 1-2: สำรวจ + ทำความสะอาดข้อมูล
เปิดไฟล์ dataset (ดาวน์โหลดได้ด้านล่าง) แล้วเช็ก 3 อย่างนี้ก่อนเสมอ:
- มีแถวไหนที่ข้อมูลหายไปบ้างไหม (เช่น ไม่มีราคา ไม่มีวันที่)
- คอลัมน์ตัวเลข (quantity, unit_price_thb) เป็นตัวเลขจริงๆ ไม่ใช่ข้อความไหม
- ชื่อหมวดสินค้าเขียนสะกดตรงกันทุกแถวไหม (บางทีคนกรอกพิมพ์ผิดจนกลายเป็นคนละหมวด)
ในไฟล์ตัวอย่างที่ให้ดาวน์โหลด เราตั้งใจทำให้สะอาดพร้อมใช้แล้ว แต่ในงานจริง ไฟล์ที่ได้จากลูกค้ามักไม่สวยขนาดนี้ ลองดูตัวอย่างปัญหาที่เจอบ่อยๆ และวิธีแก้กัน:
order_id, product_category, total_price_thb 1041, เครื่องประดับ, 580 1042, เครื่องประดับ , - 1043, เครื่องประดัย, 420 ← สะกดผิด กลายเป็นคนละหมวด 1044, Accessories, 650 ← ใช้ภาษาอังกฤษปนกับภาษาไทย
order_id, product_category, total_price_thb 1041, เครื่องประดับ, 580 1042, เครื่องประดับ, 0 ← เติมค่าที่หายไปด้วย 0 หรือสอบถามที่มาก่อน 1043, เครื่องประดับ, 420 ← แก้คำสะกดให้ตรงกับหมวดหลัก 1044, เครื่องประดับ, 650 ← รวมชื่อหมวดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
- เจอช่องว่างแล้วรีบลบทั้งแถวทิ้ง ทั้งที่บางทีแค่ข้อมูลบางคอลัมน์หายไป ข้อมูลส่วนอื่นยังใช้ได้
- ไม่เช็กว่าหมวดสินค้าสะกดตรงกันหมด ทำให้ Pivot Table แยก "เครื่องประดับ" กับ "เครื่องประดัย" เป็นคนละหมวด
- ลืมเช็กว่าคอลัมน์วันที่ถูกอ่านเป็น "ข้อความ" แทนที่จะเป็น "วันที่" ทำให้จัดกลุ่มรายเดือนไม่ได้
ไฟล์คำสั่งซื้อร้านแฮนด์เมด 6 เดือน (ม.ค.–มิ.ย.) พร้อมหมวดสินค้าและช่องทางขาย ดาวน์โหลดได้จากโฟลเดอร์ Google Drive ของคอร์ส
📁 เปิดโฟลเดอร์ Dataset ทั้งหมดใน Google Driveขั้นที่ 3: สรุปยอดด้วย Pivot Table
ใน Google Sheets เลือกช่วงข้อมูลทั้งหมด แล้วไปที่ Insert → Pivot table จากนั้นตั้งค่าแบบนี้:
Rows: order_date (จัดกลุ่มเป็นรายเดือน) Values: total_price_thb (Summarize by: SUM) # ถ้าอยากดูแยกตามหมวดสินค้าด้วย ให้เพิ่ม Columns: product_category
ขั้นที่ 4: ทำกราฟให้เล่าเรื่องได้
เมื่อได้ตัวเลขยอดขายรวมรายเดือนแล้ว ให้ทำเป็นกราฟแท่ง เพราะเหมาะกับการเทียบตัวเลขระหว่างเดือนที่สุด ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ควรได้ประมาณนี้:
ยอดขายรวมรายเดือน (บาท) — แท่งสีเหลืองอำพันคือเดือนที่ขายดีที่สุด
เจาะลึกอีกชั้น: แยกยอดขายตามหมวดสินค้า
เรารู้แล้วว่า "เมื่อไหร่" ขายดี แต่ยังไม่ตอบคำถามที่สองของพิม — "สินค้าตัวไหนควรผลิตเพิ่ม" ให้กลับไปที่ Pivot Table เดิม แล้วเปลี่ยน Rows จาก order_date เป็น product_category แทน
Rows: product_category Values: total_price_thb (Summarize by: SUM) Sort: มาก → น้อย (คลิกหัวคอลัมน์ผลรวม แล้วเลือก Sort Z→A)
ยอดขายรวมแยกตามหมวดสินค้า (บาท) — กระเป๋าถักโครเชต์ทำเงินให้ร้านมากที่สุด
ตัวเลขนี้อาจทำให้แปลกใจถ้าเราคิดไปเองก่อนหน้านี้ว่าเทียนหอมน่าจะขายดีที่สุด เพราะเป็นสินค้าแรกที่ร้านเริ่มขาย แต่ข้อมูลบอกว่ากระเป๋าถักโครเชต์ต่างหากที่ทำเงินให้ร้านมากที่สุด ทั้งที่ราคาต่อชิ้นแพงกว่าและขายจำนวนชิ้นน้อยกว่า นี่คือเหตุผลที่เราต้องดูข้อมูลจริงเสมอ แทนที่จะเดาจากความรู้สึก
channel (ช่องทางขาย) จะช่วยตอบคำถามนี้ได้อย่างไร
ขั้นที่ 5: สรุป Insight ให้เจ้าของร้าน
ตอนนี้เรามีคำตอบครบทั้ง 2 ส่วนที่พิมถามแล้ว — ให้เขียนสรุปรวมทั้งสองมิติเข้าด้วยกัน อย่าแยกเป็นสองคำตอบคนละที่ เพราะพิมต้องเอาไปใช้ตัดสินใจพร้อมกัน (จะสั่งวัตถุดิบตัวไหน สั่งช่วงไหน)
ยอดขาย 6 เดือนที่ผ่านมา เดือนมีนาคมและมิถุนายนขายดีที่สุด (สูงกว่าเดือนอื่น ~40-50%) ส่วนเดือนมกราคมขายน้อยที่สุด ถ้าดูแยกตามสินค้า กระเป๋าถักโครเชต์ทำเงินให้ร้านมากที่สุด (12,350 บาท) ทั้งที่ราคาต่อชิ้นแพงกว่าสินค้าอื่น รองลงมาคือเทียนหอมและเครื่องประดับ ส่วนสบู่แฮนด์เมดทำเงินได้น้อยที่สุด แนะนำ: เตรียมวัตถุดิบกระเป๋าถักเพิ่มก่อนเข้าเดือนมีนาคมและมิถุนายน และอาจลองทำโปรโมชันกระตุ้นยอดขายช่วงมกราคมซึ่งเป็นเดือนที่ซบเซาที่สุด
นำเสนอผลลัพธ์ให้ประทับใจ
ขั้นตอนนี้หลายคนมองข้าม แต่จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ทำให้โปรเจคของเราดูเป็นมืออาชีพ หรือดูเหมือนการบ้านธรรมดา ก่อนส่งงานให้พิม (หรือใส่ลง Portfolio) ให้เช็กเช็กลิสต์นี้:
- กราฟมีชื่อเรื่องชัดเจนไหม ว่าเป็นกราฟอะไร หน่วยเป็นอะไร
- ตัวเลขบนกราฟอ่านง่ายไหม ไม่ต้องให้คนดูมานั่งกะระยะเทียบเส้นกริดเอง
- สรุป insight เขียนเป็นประโยคที่คนไม่รู้เรื่องข้อมูลอ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคโดยไม่อธิบาย
- มีคำแนะนำต่อ (recommendation) ไม่ใช่แค่บอกตัวเลขเฉยๆ — นี่คือสิ่งที่แยก Data Analyst ออกจากคนทำรายงาน
เวลาเอาโปรเจคนี้ไปใส่ Portfolio หรือพูดตอนสัมภาษณ์งาน ให้เล่าเป็นลำดับแบบนี้: โจทย์คืออะไร → เราทำอะไรบ้าง (สั้นๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดทุกคลิก) → เจอ insight อะไร → แนะนำอะไรไป การเล่าแบบนี้แสดงให้เห็นว่าเราคิดแบบนักวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่คนที่ทำตามขั้นตอนเป็น
ถ้าไม่อยากเริ่มจาก Pivot Table ล้วนๆ ใช้สูตรนี้แทนก็ได้ผลลัพธ์เดียวกัน คัดลอกไปวางแล้วปรับ range ตามไฟล์ของตัวเอง
=SUMIFS(F:F, E:E, ">="&DATE(2025,3,1), E:E, "<"&DATE(2025,4,1)) // F:F = คอลัมน์ total_price_thb // E:E = คอลัมน์ order_date // สูตรนี้รวมยอดขายเฉพาะเดือนมีนาคม 2025 // เปลี่ยนตัวเลขใน DATE(...) เพื่อดูเดือนอื่น
สรุปสิ่งที่โปรเจคนี้สอน
- แตกคำถามของผู้ว่าจ้างให้ครบทุกส่วนก่อนเริ่มวิเคราะห์ อย่ารีบตอบแค่ส่วนแรกที่เห็น
- ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละคอลัมน์ก่อนลงมือ ไม่ใช่กระโดดไปทำ Pivot Table เลย
- ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่สะอาด เช่น สะกดหมวดหมู่ไม่ตรงกัน ก่อนวิเคราะห์เสมอ
- ใช้ Pivot Table (หรือสูตร SUMIFS) เพื่อสรุปยอดขายได้ทั้งตามช่วงเวลาและตามหมวดสินค้า
- เลือกชนิดกราฟให้ตรงกับคำถาม — Bar Chart สำหรับเทียบค่าระหว่างกลุ่ม
- เขียนสรุป Insight พร้อมคำแนะนำ เป็นภาษาที่คนไม่ใช่สาย Data ก็เข้าใจได้ทันที
คำศัพท์ที่เจอในบทนี้
- Data Exploration
- ขั้นตอนสำรวจข้อมูลเบื้องต้น ก่อนลงมือวิเคราะห์จริง เพื่อดูว่าข้อมูลมีอะไรบ้าง ครบไหม
- Data Cleaning
- การตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ผิดปกติ เช่น ช่องว่าง ตัวสะกดไม่ตรงกัน ก่อนนำไปวิเคราะห์
- Pivot Table
- เครื่องมือใน Excel/Sheets ที่ใช้สรุปและจัดกลุ่มข้อมูลจำนวนมากให้เป็นตารางสรุปสั้นๆ ได้ไว
- SUMIFS
- สูตรที่รวมตัวเลข โดยกำหนดเงื่อนไขได้หลายข้อพร้อมกัน เช่น รวมเฉพาะเดือนที่กำหนด
- Insight
- ข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ที่นำไปใช้ตัดสินใจเชิงธุรกิจได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเฉยๆ
- Channel
- ช่องทางที่ลูกค้าใช้สั่งซื้อสินค้า เช่น Instagram, Shopee, Line — ช่วยบอกว่าควรทุ่มงบการตลาดไปทางไหน
- Category Breakdown
- การแยกยอดขายหรือข้อมูลออกตามหมวดหมู่สินค้า เพื่อเปรียบเทียบว่าหมวดไหนทำผลงานได้ดีกว่ากัน
✍️ เขียนทบทวนโปรเจคนี้
ลองเขียนสรุปด้วยคำพูดของตัวเอง — เก็บไว้ใช้ตอนเล่าโปรเจคนี้ตอนสัมภาษณ์งานได้เลย เช่น ได้เรียนรู้อะไรบ้าง ติดปัญหาอะไร แล้วแก้ยังไง