หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักร่างกายตัวเองดีมากพอ

มีคำพูดเก่าๆ ที่ว่า “ร่างกายเราส่งสัญญาณเตือนก่อนเสมอ แค่เราไม่ฟัง”

และส่วนใหญ่เราไม่ฟังเพราะเราไม่มีข้อมูลครับ เราแค่ “รู้สึก” ว่าตัวเองโอเคหรือไม่โอเค แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วร่างกายกำลังทำอะไรอยู่

ลองนึกดูนะครับ คุณนอนหลับกี่ชั่วโมงต่อคืนโดยเฉลี่ยในเดือนที่ผ่านมา? หัวใจเต้นกี่ครั้งต่อนาทีตอนที่คุณเครียด? คุณเดินกี่ก้าวในวันที่ทำงานหนักที่สุด? และวันที่รู้สึกเหนื่อยมากผิดปกตินั้น ก่อนหน้านั้นคุณนอนหลับลึกแค่ไหน?

คำถามพวกนี้ฟังดูเหมือนต้องให้หมอตอบ แต่จริงๆ แล้วในยุคนี้ เราตอบได้เองครับ ด้วยข้อมูลที่เราเก็บได้จากอุปกรณ์รอบตัว

บทความนี้ผมจะพาไปดูว่า data กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราดูแลสุขภาพตัวเองยังไง ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและในระดับระบบสาธารณสุข และที่สำคัญ จะบอกด้วยว่าเริ่มต้นใช้ข้อมูลดูแลสุขภาพตัวเองได้ยังไงโดยไม่ต้องลงทุนมาก

หัวข้อที่ 1 — ทำไมการดูแลสุขภาพแบบ “รู้สึกว่าโอเค” ถึงไม่พอในยุคนี้?

คนส่วนใหญ่ไปหาหมอเมื่อป่วยแล้วครับ ไม่ใช่ก่อนที่จะป่วย

นั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดของการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม เราทำแบบ reactive คือรอให้มีอาการก่อนแล้วค่อยแก้ แทนที่จะเป็น proactive คือป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

และเหตุผลที่เราทำแบบ reactive ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่มีข้อมูลที่บอกได้ว่าร่างกายกำลังเริ่มมีปัญหาครับ เราไม่รู้ว่าความดันโลหิตของเราในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าคุณภาพการนอนหลับของเราแย่ลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือไม่รู้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติไปจากเดิมยังไง

แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไปแล้วครับ เทคโนโลยีทำให้การเก็บ health data กลายเป็นเรื่องง่ายและราคาถูกลงมากจนทุกคนเข้าถึงได้ และนั่นกำลังเปลี่ยนวิธีที่เราดูแลตัวเองอย่างพื้นฐาน

หัวข้อที่ 2 — ข้อมูลสุขภาพที่เราเก็บได้ในชีวิตประจำวัน

ก่อนจะพูดถึงอุปกรณ์แพงๆ ขอบอกก่อนนะครับว่ามี health data จำนวนมากที่เก็บได้ฟรีหรือแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย

จากสมาร์ทโฟนที่มีอยู่แล้ว ทั้ง iPhone และ Android มีแอป Health หรือ Google Fit ที่ติดตามจำนวนก้าวเดิน ระยะทาง และแคลอรีที่เผาผลาญในแต่ละวัน แค่พกโทรศัพท์ติดตัวเหมือนเดิมก็ได้ข้อมูลแล้วครับ

จาก Smartwatch หรือ Fitness Tracker อุปกรณ์เหล่านี้เก็บข้อมูลได้ละเอียดขึ้นมากครับ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจตลอดวัน คุณภาพการนอนหลับแบ่งเป็น deep sleep, light sleep และ REM ระดับออกซิเจนในเลือด และบางรุ่นวัด ECG ได้ด้วย ราคาเริ่มต้นของ fitness tracker ดีๆ ในตอนนี้ไม่ได้แพงอย่างที่คิด

จากแอปติดตามสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกอาหารที่กิน การดื่มน้ำ รอบเดือน ระดับความเครียด หรืออารมณ์ในแต่ละวัน แอปพวกนี้มีให้เลือกหลายตัวและส่วนใหญ่ฟรีครับ

จากการตรวจสุขภาพประจำปี ค่าเลือด ความดัน น้ำหนัก และข้อมูลอื่นๆ ที่ได้จากการตรวจสุขภาพทุกปี ถ้าเก็บสะสมไว้หลายปีและเอามาดูแนวโน้ม มันมีค่ามากกว่าที่คิดมากครับ หลายคนทำผลตรวจทิ้งโดยไม่เคยเปรียบเทียบกับปีก่อนเลย

หัวข้อที่ 3 — เอา Health Data มาใช้จริงๆ ได้ยังไง?

การเก็บข้อมูลอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ครับ สิ่งที่สำคัญคือการเอามันมาวิเคราะห์และใช้งาน

ค้นหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่

นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในการใช้ health data ครับ มันช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ที่เราไม่เคยสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า

ตัวอย่างเช่น คนที่ติดตามทั้งคุณภาพการนอนและอารมณ์ในแต่ละวัน มักจะพบว่าวันที่ deep sleep น้อยกว่า 1.5 ชั่วโมง อารมณ์วันรุ่งขึ้นจะแย่ลงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าไม่มีข้อมูล เราอาจคิดว่าอารมณ์ไม่ดีเพราะงานเครียด แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มที่คุณภาพการนอนครับ

หรืออีกตัวอย่างคือคนที่บันทึกอาหารและระดับพลังงานในแต่ละช่วงของวัน แล้วพบว่าหลังกินข้าวเที่ยงบางเมนู ระดับพลังงานตกฮวบทุกครั้ง ทำให้รู้ว่าต้องปรับมื้อกลางวัน ข้อมูลแบบนี้ไม่มีใครบอกเราได้ครับ เพราะมันเป็นข้อมูลเฉพาะของร่างกายเราคนเดียว

ตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้จริง

แทนที่จะตั้งเป้าแบบ “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” ซึ่งวัดไม่ได้และมักล้มเหลว การใช้ data ช่วยให้ตั้งเป้าแบบ “จะเดินให้ครบ 8,000 ก้าวทุกวัน” หรือ “จะนอนให้ได้ deep sleep อย่างน้อย 1.5 ชั่วโมงต่อคืน” ซึ่งวัดผลได้ชัดเจนและปรับแผนได้ตามข้อมูลจริงครับ

รู้ว่าเมื่อไหร่ควรไปหาหมอ

นี่คือประโยชน์ที่มีค่ามากที่สุดครับ เพราะ health data ช่วยให้เราสังเกตเห็นความผิดปกติได้เร็วขึ้น มีหลายกรณีที่ smartwatch ตรวจพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติและแจ้งเตือนผู้ใช้ให้ไปพบแพทย์ แล้วพบว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ยังไม่มีอาการ การรู้เร็วในกรณีเหล่านี้สามารถช่วยชีวิตได้จริงๆ ครับ

หัวข้อที่ 4 — Data กำลังเปลี่ยนวงการแพทย์ยังไงบ้าง?

ไม่ใช่แค่ระดับปัจเจกบุคคลครับ health data กำลังเปลี่ยนวงการแพทย์ในระดับใหญ่ด้วย

Predictive Medicine หรือการแพทย์เชิงพยากรณ์ คือการใช้ข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่เพื่อทำนายความเสี่ยงของโรคก่อนที่อาการจะปรากฏ ตัวอย่างที่ใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศคือระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานและทำนายได้ว่าใครมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต เพื่อที่จะได้ดูแลเข้มข้นขึ้นก่อนที่ปัญหาจะเกิด

Personalized Medicine หรือการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล แทนที่จะให้ยาขนาดเดียวกับทุกคนที่มีอาการเดียวกัน การวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและชีวภาพเฉพาะบุคคลทำให้หมอสามารถเลือกยาและขนาดที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้ดีขึ้น ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดผลข้างเคียงได้มากครับ

Remote Patient Monitoring คือการติดตามอาการผู้ป่วยจากระยะไกลผ่านอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ ทำให้หมอเห็นข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแบบ real-time โดยไม่ต้องให้ผู้ป่วยมานอนโรงพยาบาล ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามอาการสม่ำเสมอครับ

หัวข้อที่ 5 — ข้อควรระวังในการใช้ Health Data

ก่อนจบ ขอพูดถึงสิ่งที่ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะ health data มีความละเอียดอ่อนกว่า data ประเภทอื่น

อย่าวินิจฉัยตัวเองจาก data เพียงอย่างเดียว ข้อมูลจาก smartwatch หรือแอปสุขภาพเป็นเครื่องมือช่วยสังเกต ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ครับ ถ้าพบความผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์เสมอ ไม่ใช่ search หาคำตอบใน Google หรือให้ AI วินิจฉัยแทน

ระวังเรื่อง health data privacy ข้อมูลสุขภาพของเราคือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดครับ ก่อนใช้แอปสุขภาพใดๆ ลองอ่านดูว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกเก็บที่ไหน ใครสามารถเข้าถึงได้ และมีการขายให้บุคคลที่สามหรือเปล่า โดยเฉพาะแอปที่ให้บริการฟรี เพราะเราอาจกำลังจ่ายด้วยข้อมูลสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

อย่าหมกมุ่นกับตัวเลขจนเครียด มีคนจำนวนหนึ่งที่พอเริ่มติดตาม health data แล้วกลายเป็นวิตกกังวลทุกครั้งที่ตัวเลขไม่ถึงเป้าครับ สิ่งสำคัญคือการมองแนวโน้มระยะยาว ไม่ใช่การจ้องทุกตัวเลขในทุกนาที วันที่นอนน้อยบ้างหรือก้าวเดินไม่ถึงเป้าบ้างไม่ใช่หายนะ

สรุป — ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ คือข้อมูลของร่างกายเราเอง

ในอดีตเราต้องพึ่งหมอและผลตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อรู้ว่าร่างกายตัวเองเป็นอย่างไรครับ แต่ในยุคนี้เรามีเครื่องมือที่ช่วยให้เราเป็นผู้สังเกตการณ์ร่างกายตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ใช่เพื่อแทนที่แพทย์ครับ แต่เพื่อเป็นพันธมิตรที่ดีขึ้นกับระบบสาธารณสุข เพราะเมื่อเราเข้าไปหาหมอพร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน การวินิจฉัยและการรักษาก็แม่นยำขึ้น และเราก็เป็นผู้ป่วยที่รู้จักร่างกายตัวเองดีพอที่จะร่วมตัดสินใจในการดูแลสุขภาพของตัวเองได้

เริ่มง่ายๆ ครับ แค่เปิดแอป Health ในโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว แล้วลองดูว่าข้อมูลที่มีบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้าง นั่นคือก้าวแรกของการดูแลสุขภาพแบบ data-driven ที่ทุกคนทำได้วันนี้เลย

สุขภาพดีไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่ดี และการตัดสินใจที่ดีเริ่มจากการมีข้อมูลที่ดีครับ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *