
เคยได้รับข่าวแบบนี้ในกลุ่ม LINE ครอบครัวไหมครับ “งานวิจัยพบ! ประเทศที่กินช็อกโกแลตเยอะ ได้รางวัลโนเบลเยอะกว่า” แอดอ่านครั้งแรกนี่แทบจะเดินไปซื้อช็อกโกแลตมาตุนไว้เลย (เผื่อฟลุ๊คได้โนเบลกับเขาบ้าง 555) แต่พอลองคิดดีๆ มันแปลกนะครับ ช็อกโกแลตทำให้คนฉลาดขึ้นจนได้โนเบลจริงเหรอ หรือมีอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไป คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในประโยคที่คนเรียนสถิติได้ยินจนเบื่อ แต่คนทำงานจริงยังพลาดกันอยู่ทุกวัน นั่นคือ “Correlation ไม่ใช่ Causation” บทความนี้แอดจะพาไปดูว่ามันหมายความว่าอะไร ทำไมมันหลอกเราได้ง่ายขนาดนั้น และในฐานะคนทำงาน Data เราควรเช็กอะไรก่อนจะฟันธงว่า “A ทำให้เกิด B” Correlation กับ Causation ต่างกันยังไง? อธิบายแบบบ้านๆ ครับ Correlation (สหสัมพันธ์) คือการที่ข้อมูลสองชุด “ขยับไปด้วยกัน” อันหนึ่งขึ้น อีกอันก็ขึ้นตาม (หรือลงตาม) ปกติเราวัดด้วยค่าที่เรียกว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง 1 Causation (ความเป็นเหตุเป็นผล) คือการที่ A เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ B เกิดขึ้นจริงๆ…

สวัสดีเช้าวันจันทร์นะครับ ลองนึกภาพวันธรรมดาๆ วันหนึ่งของคนในกรุงเทพฯ ดูนะครับ เช้าแวะ 7-Eleven ซื้อกาแฟกับแซนด์วิช เที่ยงขี้เกียจลงไปหาข้าวก็เปิดแอปสั่งเอา ตกเย็นฝนตกก็เรียกรถกลับบ้าน (ชีวิตแบบนี้คุ้นๆ กันไหมครับ 555) ทุกจังหวะของวันนั้นมี Data ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งนั้นเลยครับ และสามชื่อแอปหรือร้านในชีวิตของเราที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆ อย่าง 7-Eleven, Grab และ LINE MAN ก็เป็นธุรกิจที่เอา Data มาเป็นอาวุธหลักในการแข่งขันจริงๆ บทความนี้แอดเลยอยากพาไปดูว่าแต่ละเจ้าใช้ Data ทำอะไรบ้าง (ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ ว่า “ใช้ Big Data” นะครับ) แล้วถอดออกมาเป็นบทเรียนที่ธุรกิจขนาดเล็กหยิบไปใช้ได้ด้วย ขอบอกไว้ก่อนนิดนึงว่าตัวเลขส่วนใหญ่มาจากที่บริษัทเปิดเผยเอง อ่านแบบมีวิจารณญาณหน่อยนะครับ (เป็นนิสัยที่ดีของคนทำ Data อยู่แล้ว) 7-Eleven ใช้ Data ยังไง ตั้งแต่ตะกร้าสินค้าจนถึงไรเดอร์ CP ALL รายงานว่ามี 7-Eleven มากกว่า 15,945 สาขา ณ สิ้นปี 2025…

มีน้องๆในคอร์สทักมาถามผมคำถามหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากๆ คือ “พี่ครับ ผมอยากเริ่มทำ Dashboard แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตัวไหนดี Power BI, Tableau หรือ Looker Studio พี่คิดว่าตัวไหนดีที่สุด ?” ผมเข้าใจความรู้สึกนี้เลยครับ เพราะตอนผมเริ่มต้นสายนี้ใหม่ๆ ผมก็เจอคำถามเดียวกัน แล้วก็ไปหาข้อมูลจนงงตัวเอง เพราะทุกบทความบอกว่าเครื่องมือของตัวเองดีที่สุด (แน่นอนครับ เพราะส่วนใหญ่เขียนโดยคนที่ขายเครื่องมือนั้นๆไหมล่ะ 555) ความจริงคือไม่มีตัวไหน “ดีที่สุด” ในทุกสถานการณ์ครับ แต่ละตัวถูกออกแบบมาให้เหมาะกับบริบทที่ต่างกัน วันนี้แอดจะพาไปดูทั้ง 3 ตัวแบบตรงไปตรงมา ทั้งราคา ความยากง่าย จุดแข็งจุดอ่อน แล้วปิดท้ายด้วยคำแนะนำว่าถ้าคุณเป็นมือใหม่ ควรเริ่มจากตัวไหน Looker Studio – ประตูบานแรกที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าคุณมีแค่ Gmail คุณก็เปิดใช้ Looker Studio ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท (ฟรีจริงๆ ไม่ใช่ฟรีแบบมีเก็บเงินทีหลัง) นี่คือจุดขายที่ว้าวที่สุดของเครื่องมือนี้ครับ สิ่งที่หลายคนสับสนคือ Looker Studio ไม่ใช่ตัวเดียวกับ “Looker” ที่เป็นแพลตฟอร์มระดับองค์กรราคาหลักแสนดอลลาร์ต่อปี ทั้งสองเป็นคนละผลิตภัณฑ์ของ Google…