เกริ่นนำ – เคยรู้สึกแบบนี้ไหม?

เมื่อวานคุยกับเพื่อนเรื่องจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ยังไม่ได้เปิด Google เลย แต่พอเปิด Facebook ปุ๊บ โฆษณาตั๋วเครื่องบินโผล่มาเฉยเลย

หรือไม่ก็… เพิ่งค้นหาเรื่องปวดหลังใน Google ไม่กี่นาที แล้วโฆษณาเบาะนวดก็ตามมาทุกแอปที่เปิด

หลายคนหัวเราะแล้วบอกว่า “โทรศัพท์มันแอบฟังเราอยู่แน่ๆ” แต่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มันไม่ต้องฟังเลยด้วยซ้ำครับ
เพราะมันรู้จักเราดีพอแล้ว จากข้อมูลที่เราทิ้งเอาไว้ทุกวัน

บทความนี้ผมจะพาไปดูด้านมืดของ data กันครับ ว่าข้อมูลส่วนตัวของเราถูกเก็บ ถูกวิเคราะห์ และถูกใช้ยังไงบ้าง และที่สำคัญกว่านั้นคือ เราจะปกป้องตัวเองจากเรื่องเหล่านี้ได้ยังไง

ขอบอกก่อนเลยว่าบทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้ทุกคนตื่นตระหนกนะครับ
แต่อยากให้ “รู้ทัน” มากขึ้น เพราะ “ความรู้” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด


หัวข้อที่ 1 – เราทิ้ง “ร่องรอยดิจิทัล” ไว้มากแค่ไหนโดยที่เราไม่รู้ตัว?

ลองนึกดูนะครับ ในหนึ่งวันที่ผ่านมา คุณทำอะไรบ้างบนโลกดิจิทัล ?

ทุก action เหล่านั้น ได้ทิ้งร่องรอยไว้หมดเลยครับ สิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกที่คุ้นหูกันอยู่แล้วว่า Digital Footprint หรือรอยเท้าดิจิทัล ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

  • Active Footprint คือสิ่งที่เราตั้งใจทิ้งไว้เอง เช่น โพสต์รูปใน Instagram กรอกแบบฟอร์มสมัครสมาชิก หรือเขียนรีวิวร้านอาหาร
  • Passive Footprint คือสิ่งที่ถูกเก็บโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น ตำแหน่ง GPS ที่โทรศัพท์บันทึกตลอดเวลา ระยะเวลาที่เราหยุดดูคลิปแต่ละอัน หรือแม้แต่ความเร็วที่นิ้วเราเลื่อนผ่านหน้าจอ

และนี่คือส่วนที่น่าตกใจครับ งานวิจัยพบว่าแค่ข้อมูล Like ใน Facebook เพียง 150 ครั้ง ระบบสามารถเข้าใจบุคลิกภาพของเราได้ดีกว่าคู่สมรสของเราเองด้วยซ้ำ เพราะ algorithm มันไม่เหนื่อย ไม่ลืม และวิเคราะห์ pattern ได้แม่นกว่ามนุษย์มาก


หัวข้อที่ 2 – ข้อมูลของเราถูกเอาไปทำอะไรบ้าง?

โฆษณาที่ “รู้ใจ” มากจนเกินไป

นี่คือการใช้ข้อมูลที่เห็นชัดที่สุดครับ บริษัทอย่าง Meta และ Google สร้างรายได้หลักจากการโฆษณา โดยใช้ข้อมูลของเราสร้าง “โปรไฟล์” ที่ละเอียดมาก ทั้งอายุ รายได้โดยประมาณ ความสนใจ พฤติกรรมการซื้อของ และอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานในอดีตที่ระบุว่าบางแพลตฟอร์มสามารถระบุได้ว่าผู้ใช้กำลังอยู่ในช่วง “อารมณ์เปราะบาง” เพื่อแนะนำโฆษณาในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ฟังดูน่ากังวลใช่ไหมครับ แต่นั่นคือความสามารถที่ข้อมูลมอบให้กับผู้ที่ครอบครองมัน

การขายข้อมูลให้บุคคลที่สาม

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ บริษัทจำนวนมากมีรายได้จากการ “ขาย” หรือ “แบ่งปัน” ข้อมูลของเราให้กับบุคคลที่สาม ซึ่งมักซ่อนอยู่ในข้อกำหนดการใช้งานที่ยาวมากจนไม่มีใครอยากที่จะอ่านมันจริงๆ(แค่เห็นตัวหนังสือยาวๆ ก็ตาลายแล้ว กดยอมรับๆไปเถอะ)

ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงได้แก่ประวัติการซื้อสินค้า ข้อมูลสุขภาพจากแอปฟิตเนส ตำแหน่งที่อยู่ และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมและขายในตลาดข้อมูลที่เราไม่รู้จักกันอยู่ทุกวัน

การตัดสินใจที่กระทบชีวิตจริง

นี่คือส่วนที่หนักที่สุดครับ เพราะ data ไม่ได้ถูกใช้แค่เพื่อโฆษณา แต่บางกรณีมันถูกนำไปใช้ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตของเราโดยที่เราไม่รู้

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในหลายประเทศ เช่น บริษัทประกันที่ใช้ข้อมูลพฤติกรรมออนไลน์ประกอบการพิจารณาเบี้ยประกัน ธนาคารที่ใช้ social data ประเมินความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อ หรือแม้แต่บริษัทที่ใช้ข้อมูลดิจิทัลของผู้สมัครงานในการคัดกรองเบื้องต้น

ข้อมูลที่เราคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวกำลังกลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในชีวิตจริงๆ


หัวข้อที่ 3 – Data Breach — เมื่อข้อมูลรั่วไหลออกไป

ปัญหาหนึ่งที่น่ากังวลมากในยุคนี้คือเรื่อง data breach หรือข้อมูลรั่วไหลครับ

ลองนึกดูว่าคุณสมัครสมาชิกเว็บไซต์ต่างๆ มากี่เว็บแล้วในชีวิต แต่ละที่คุณให้อีเมล รหัสผ่าน เบอร์โทร บางที่อาจให้ข้อมูลบัตรเครดิตหรือที่อยู่ด้วย และบริษัทเหล่านั้นทุกแห่งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้จริงๆ ทุกที่ไหมครับ?

ในความเป็นจริง data breach เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ข่าวรายงานมากครับ บางครั้งบริษัทรู้ว่าข้อมูลรั่วแต่ไม่แจ้งผู้ใช้ทันที หรือบางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนโจมตีไปแล้ว

สิ่งที่น่ากลัวคือข้อมูลที่รั่วออกไปมักถูกนำไปขายในตลาดมืด และถูกใช้สำหรับ identity theft หรือการหลอกลวงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆอย่างที่เราเห็นในข่าวกันบ่อยๆ


หัวข้อที่ 4 – PDPA กฎหมายคุ้มครองข้อมูลในไทย รู้ไว้ได้ใช้ประโยชน์แน่นอน

ในปี 2565 ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้วครับ

สิทธิที่คุณมีในฐานะเจ้าของข้อมูลตาม PDPA มีหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น สิทธิในการรับรู้ว่าใครเก็บข้อมูลของเราและเพื่ออะไร สิทธิในการขอให้ลบข้อมูลส่วนตัวออกจากระบบ สิทธิในการปฏิเสธไม่ให้นำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือที่แจ้ง และสิทธิในการร้องเรียนหากข้อมูลถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิเหล่านี้ครับ และการบังคับใช้จริงยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่การรู้กฎหมายก็ยังดีกว่าไม่รู้อยู่ดี


หัวข้อที่ 5 – ปกป้องตัวเองได้ยังไงบ้าง โดยไม่ต้องหวาดระแวงทุกอย่าง

ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนลบแอปทิ้งหมดแล้วกลับไปใช้โทรศัพท์แบบมีสาย แมนนัวอะไรแบบนั้นเลยนะครับ แต่มีสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลยที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากทีเดียว

  • ตรวจสอบ Permission ของแอปในโทรศัพท์ – ลองเข้าไปดูในการตั้งค่าครับว่าแอปไหนบ้างที่เข้าถึง location, microphone, camera หรือ contact ของเรา แอปไฟฉายไม่มีเหตุผลอะไรต้องรู้ตำแหน่งของเราเลย ถ้าเจออะไรแปลกๆ ให้ปิดได้เลย
  • ใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันในแต่ละบัญชี – นี่คือพื้นฐานที่สุดครับ ถ้าเว็บหนึ่งโดน breach แล้วรหัสผ่านเดียวกันนั้นถูกใช้กับบัญชีธนาคารด้วย ความเสียหายจะลามไปไวมาก ใช้ Password Manager ช่วยได้มากครับ ไม่ต้องจำทุกอัน
  • อ่าน Privacy Policy ในส่วนสำคัญ – ไม่ต้องอ่านทั้งหมดก็ได้ครับ แค่ค้นหาคำว่า “third party” หรือ “share data” ดูว่าบริษัทนั้นแชร์ข้อมูลเราให้ใครบ้าง แค่นี้ก็ได้ข้อมูลสำคัญแล้ว
  • ใช้ VPN เมื่อเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะ – WiFi ฟรีตามร้านกาแฟหรือสนามบินนั้นสะดวกมาก แต่ก็เสี่ยงมากครับ เพราะคนอื่นในเครือข่ายเดียวกันอาจดักจับข้อมูลที่รับ-ส่งได้ VPN ช่วยเข้ารหัสข้อมูลเหล่านั้นได้
  • ทบทวน Social Media Settings เป็นประจำ – แพลตฟอร์มต่างๆ มักอัพเดต privacy settings โดยที่ default ใหม่มักเปิดกว้างกว่าเดิม เข้าไปเช็คสักปีละครั้งก็ยังดีครับ ว่าใครสามารถเห็นอะไรบ้าง

สรุป – รู้ทัน ไม่ใช่ตื่นตระหนก

ข้อมูลส่วนตัวของเราคือทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาลในโลกยุคนี้ครับ และมีบริษัทจำนวนมากที่สร้างธุรกิจทั้งหมดบนฐานของข้อมูลเหล่านั้น

แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนเอากลับไปจากบทความนี้ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็น ความตระหนักรู้

เราไม่สามารถหยุดทิ้งร่องรอยดิจิทัลได้ทั้งหมดในชีวิตยุคนี้ครับ แต่เราเลือกได้ว่าจะทิ้งมันอย่างรู้เท่าทันหรือไม่รู้ตัว เราเลือกได้ว่าจะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้รัดกุมขึ้น และเราเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิที่กฎหมายให้ไว้หรือเปล่า

data ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายในตัวมันเองครับ แต่เหมือนเครื่องมือทุกอย่างในโลก มันขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ และใช้เพื่ออะไร

การรู้ทันระบบเหล่านี้ คือ ก้าวแรกของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ฉลาด ในยุคที่ข้อมูลคืออำนาจแบบนี้ครับ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *