
ลองนึกดูนะครับว่า วันนี้ตั้งแต่ตื่นนอน คุณทำอะไรบ้าง?
เปิดมือถือดูข่าว → กด Like รูปในอินสตาแกรม → สั่ง Grab ไปทำงาน → กินข้าวเที่ยงแล้วรีวิวร้านใน Google Maps → เย็นเปิด Netflix ดูซีรีส์ก่อนนอน
ทุก action เหล่านั้น คือ data ทั้งนั้นครับ และทุกวันนี้มีระบบอยู่เบื้องหลังที่คอยเก็บ วิเคราะห์ และเอาข้อมูลพวกนี้ไปใช้ประโยชน์ — บางครั้งเพื่อประโยชน์ของบริษัท บางครั้งเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ: ถ้าเราเข้าใจ data analytics จริงๆ เราจะเอามันมาใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง?
บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปดูกันครับ
ตั้งแต่รากฐานง่ายๆ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่ data กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตอนนี้
Data Analytics คืออะไร? อธิบายให้เข้าใจใน 2 นาที
หลายคนได้ยินคำว่า “data analytics” แล้วรู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องของคนที่เขียนโค้ด หรือคนที่จบสถิติมาเท่านั้น
จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ
Data analytics คือการเอาข้อมูลดิบที่มีอยู่ มาจัดระเบียบ หาความสัมพันธ์ และแปลงออกมาเป็นความเข้าใจที่ใช้งานได้จริง
ตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด: สมมติคุณจดรายรับรายจ่ายทุกวันในโน้ต พอสิ้นเดือนคุณเอามานั่งดูว่า
“เดือนนี้จ่ายค่าอาหารไปเยอะมากเลย จ่ายไปเกือบ 40% ของเงินเดือน”
นั่นแหละครับคือ data analytics ในรูปแบบพื้นฐานที่สุด
แค่นั้นเองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อน
Data Analytics ช่วยพัฒนาตัวเองได้จริงๆ ยังไง ?
นี่คือส่วนที่ผมชอบมากที่สุด เพราะหลายคนนึกถึง data analytics แล้วมักจะคิดถึงแค่มิติของธุรกิจ
แต่จริงๆ มันเอาไปใช้กับชีวิตส่วนตัวได้เลยครับ
ติดตามสุขภาพแบบที่ได้ผลจริง
ลองนึกถึง Apple Watch หรือ Fitbit ครับ อุปกรณ์พวกนี้ทำอะไร?
มันเก็บข้อมูลการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าวเดิน คุณภาพการนอน แล้วนำมาสรุปให้เราเห็นแนวโน้ม
คนที่ใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้จริงจะรู้ว่า “อาทิตย์ที่แล้วนอนน้อย แล้วพอกลับมาออกกำลังกาย ค่า HRV ดีขึ้นชัดเจน”
นั่นคือการตัดสินใจแบบ data-driven เรื่องสุขภาพแล้วครับ ไม่ใช่แค่ “รู้สึก” ว่าดีขึ้น
บริหารเงินแบบมีหลักฐาน ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในเรื่องการเงินคือ “รู้สึก” ว่าตัวเองประหยัดแล้ว แต่เงินก็ยังหมดทุกเดือน
(www.getmoniday.com) เว็ปแอปที่ผสานเรื่องของ data analytics เข้ากับ personal finance ที่ผมทำขึ้น(ไปลองๆ!)
การใช้ data analytics อย่างง่ายที่สุดในเรื่องนี้คือการ track รายจ่ายแล้ว categorize ให้ครบ
แอปอย่าง MoniDay หรือแม้แต่ Google Sheets ธรรมดา ถ้าใส่ข้อมูลครบและนั่งวิเคราะห์ทุกเดือน คุณจะเห็นเลยว่า “จ่ายกาแฟไปเดือนละ 3,000 บาทโดยไม่รู้ตัว” แบบนี้ถึงจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง
เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ด้วยการวิเคราะห์ตัวเอง
สำหรับคนที่เรียนทักษะใหม่ๆอยู่ ลองเก็บข้อมูลง่ายๆ
เช่น เวลาที่ใช้ฝึก สิ่งที่ทำในแต่ละ session ผลลัพธ์ที่ได้ แล้วมองย้อนหลังทุก 2 สัปดาห์
คุณจะเริ่มเห็นว่าการฝึกช่วง session ไหนที่ progress ดีที่สุด หรือวิธีไหนที่ได้ผลกับคุณจริงๆ นี่คือสิ่งที่นักกีฬาระดับโลกทำกันมานานแล้ว
แต่เพิ่งมาเป็นเรื่องของคนทั่วไปในยุคนี้
Data Analytics ในการทำงาน — ทำไมมันถึงสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าคุณจะทำงานสายไหนครับ ทักษะการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลกำลังกลายเป็น “ทักษะพื้นฐาน” เหมือนกับการอ่านออกเขียนได้
ลองดูตัวอย่างจากหลายสาย
สายการตลาด: แทนที่จะทำแคมเปญแล้วรอดูว่า “น่าจะดีนะ” — นักการตลาดที่ใช้ data analytics จะรู้ว่า audience กลุ่มไหนตอบสนองต่อ message แบบไหน เวลาไหนที่ post แล้วได้ engagement สูงสุด และ budget ส่วนไหนที่ให้ ROI คุ้มค่าที่สุด
สายบัญชีและการเงิน: การอ่านงบการเงินและหา trend จากตัวเลขคือ data analytics ในแบบฉบับของสายนี้
คนที่วิเคราะห์เป็นจะเห็น signal ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น
สาย HR: การวิเคราะห์ว่าพนักงานลาออกเพราะอะไร ทีมไหนมีประสิทธิภาพสูงและมีปัจจัยอะไรร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากข้อมูลทั้งนั้น
ที่สำคัญคือ คนที่อ่าน data เป็นและนำเสนอ insight ได้ชัดเจน มักจะมีอิทธิพลในการตัดสินใจในองค์กรมากกว่าคนที่ทำงานหนักแต่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน
Data ที่ดีเปลี่ยนโลกได้จริงๆ ดูตัวอย่างจากชีวิตจริง
อยากให้เห็นภาพใหญ่ขึ้นว่า data analytics ส่งผลอะไรต่อโลกที่เราอยู่บ้าง
ด้านสาธารณสุข
ในช่วง COVID-19 การติดตาม mobility data จากสมาร์ทโฟนช่วยให้รัฐบาลหลายประเทศเข้าใจว่าคนเดินทางไปไหนบ้าง และมาตรการ lockdown มีผลแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณสุขมีหลักฐานรองรับมากขึ้น ไม่ใช่แค่การเดา
ในระดับที่เล็กกว่านั้น โรงพยาบาลหลายแห่งในปัจจุบันใช้ predictive analytics เพื่อคาดการณ์ว่าผู้ป่วยรายไหนมีความเสี่ยงที่จะอาการหนักขึ้น เพื่อที่จะได้ดูแลก่อนที่มันจะสายเกินไป
ด้านการศึกษา
ระบบการเรียนแบบ adaptive learning ที่ใช้ data ติดตามว่านักเรียนแต่ละคนเข้าใจส่วนไหนและสะดุดตรงไหน แล้วปรับเนื้อหาให้เหมาะกับแต่ละคนโดยอัตโนมัติ — นี่คือทิศทางที่การศึกษากำลังเดินไปครับ ไม่ใช่การสอนแบบ one-size-fits-all อีกต่อไป
ด้านสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม อุณหภูมิมหาสมุทร และรูปแบบสภาพอากาศช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถ model การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แม่นยำขึ้น และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ดีขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน
จะเริ่มต้นใช้ Data Analytics ในชีวิตตัวเองยังไง?
ถึงตรงนี้อาจจะมีคนถามว่า “โอเค ฟังดูดีมาก แต่จะเริ่มยังไงดี?”
ผมมีคำแนะนำง่ายๆ 3 ขั้นครับ
ขั้นที่ 1 — เริ่มเก็บข้อมูล เลือกสิ่งที่อยากปรับปรุงในชีวิต 1 อย่างก่อน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การเงิน หรือประสิทธิภาพการทำงาน แล้วเริ่มบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องทุกวัน แม้แค่ใน Spreadsheet ธรรมดาก็พอ
ขั้นที่ 2 — มองหา pattern เมื่อมีข้อมูลสัก 2-4 สัปดาห์ ลองนั่งดูว่ามี pattern อะไรที่เห็นบ้าง อย่าพยายาม “prove” สมมติฐานที่มีอยู่แล้ว แต่ให้ data นำทางแทน
ขั้นที่ 3 — ทดลองและวัดผล เมื่อเห็น pattern แล้ว ลองเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างแล้ววัดผลว่าเปลี่ยนแปลงไปยังไง นี่คือ cycle ที่ทำให้การพัฒนาตัวเองมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
สำหรับคนที่อยากพัฒนาทักษะ data analytics จริงจังขึ้น ลองเริ่มจาก Google Sheets หรือ Excel ก่อนครับ แค่นั้นก็ทำได้เยอะมากแล้ว ถ้าอยากก้าวหน้าขึ้นอีกก็ไปต่อที่ SQL, Python หรือ Tableau ตามแต่ละคนจะสนใจ
โดยสรุปแล้ว Data ไม่ใช่แค่ของนักเทคนิค มันคือทักษะของทุกคน
ถ้าจะสรุปทุกอย่างในบทความนี้ให้ได้ใจความก็คือ — data analytics ไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือ developer เท่านั้นอีกต่อไปแล้วครับ
มันคือทักษะของคนที่อยากเข้าใจโลกรอบตัวให้ดีขึ้น อยากตัดสินใจโดยมีหลักฐานแทนที่จะอาศัยแค่ความรู้สึก และอยากพัฒนาตัวเองหรือองค์กรในทิศทางที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ บริหารเงิน พัฒนาทักษะในการทำงาน หรือแม้แต่การแก้ปัญหาในระดับสังคม data analytics คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเปลี่ยนจาก “รู้สึกว่าน่าจะใช่” ไปเป็น “รู้ว่าใช่เพราะข้อมูลบอก”
โลกในยุคนี้ผลิตข้อมูลมหาศาลทุกวินาที คนที่รู้จักอ่านและใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็น จะได้เปรียบคนที่ไม่รู้อย่างมีนัยสำคัญ
และก้าวแรกที่ง่ายที่สุดคือ — เริ่มสังเกต เริ่มบันทึก และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น
แค่นั้นเองครับ Data analytics ในชีวิตจริงมันเริ่มแค่นี้
Leave a Reply