
ลองจินตนาการถึงเด็กน้อยแรกเกิด ที่มีสมองระดับอัจฉริยะ (Prodigy) ดูนะครับ เด็กๆเหล่านี้มีศักยภาพที่จะเป็นอะไรก็ได้ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเปียโนมือหนึ่ง นักคณิตศาสตร์ หรือกวีเอกระดับโลก แต่คำถามก็คือ เด็กที่ว่านี้จะเก่งขึ้นมาได้ยังไง ถ้าเด็กๆเหล่านี้ถูกขังอยู่ในห้องมืดๆ ที่ไม่มีหนังสือให้เรียน ให้ศึกษาเลยสักเล่ม ? AI หรือที่เราเรียกกันว่า ปัญญาประดิษฐ์ ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันครับ หลายคนมองว่า AI คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนคำสั่งไว้อย่างซับซ้อน แต่ความลับที่แท้จริงเบื้องหลังความฉลาดของมัน (The Secret Sauce) ไม่ใช่แค่ coding หรืออะไรพิเศษครับ แต่มันคือ “Data” หรือข้อมูลมหาศาลที่เปรียบเสมือนหนังสือในห้องสมุดทั่วทั้งโลก ที่ AI สามารถอ่านและทำความเข้าใจจนจบได้ภายในเสี้ยววินาที The Big Idea ของเรื่องนี้เรียบง่ายแต่สำคัญมากๆครับ ลองคิดดู: AI จะฉลาดปราดเปรื่อง หรือจะตอบคำถามแบบปั่นๆกลายเป็นตัวตลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียนโปรแกรมให้มันเพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของอาหาร” หรือข้อมูลที่มันกินเข้าไปต่างหาก หากเราป้อนข้อมูลที่ยอดเยี่ยม มันก็จะกลายเป็นที่ปรึกษาอัจฉริยะ แต่ถ้าเราป้อนข้อมูลที่ผิดพลาด มันก็อาจกลายเป็นเครื่องจักรที่สร้างความสับสนได้แบบงงๆ ในบทความนี้ เราจะไปเจาะลึกกันว่า “ข้อมูล” ได้เปลี่ยนเครื่องจักรที่ไร้ชีวิตให้กลายเป็นสมองกล ที่สามารถคุยกับเราได้รู้เรื่องได้แบบไหน…

ในบทความนี้ผมอยากจะชวนทุกคนคุยเกี่ยวกับ AI กันบ้างดีกว่าครับ (ช่วงก่อนคือเขียนแต่เรื่อง Data อย่างเดียวเลย บอกเลยว่าตึงจัดๆ ฮ่าๆๆ) มาย้อนนึกดูดีๆ ผมไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่อง AI เลย แบบว่าค่อนข้างน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับหลายๆเพจ และส่วนตัวก็ยอมรับครับว่าใช้ AI ทำงานแทนก็บ่อย หัวข้อที่ผมอยากจะมาแชร์ในวันนี้ก็คือ “ทักษะ Data Analytics ในวันที่ AI ก็สามารถทำแทนได้” มันยังจำเป็น(จริงๆอยู่ไหม?) AI ทำอะไร ? + ทำไมต้อง AI ? เรามองเห็นได้แบบเต็มสองตาเลยว่าในทุกๆวันที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ AI ได้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตเรามากๆ โดยเรียกได้ว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติ ถึงขั้นที่แบบว่า “ปกติเลย 100%” ที่คนนั้นก็ใช้ AI คนนี้ก็ใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องของการทำงานคือการใช้ Chatbot อย่างเจ้า ChatGPT ที่เข้ามาช่วยในการเขียน email, ทำ resume ดีๆสักอัน…